[Fic]Imprecated Love[chapter 4]
posted on 18 May 2008 19:17 by nonam3-nothing in ImprecatedLove
Title: Imprecated Love
Author: ahana & sweetmeatball & -nO+n@mE*
Couple: Choi siwon x Han geng ft. Kibum x Heechul
Rating: ??
Genre: drama
Status: chapter 4 + flash back
Author: ahana & sweetmeatball & -nO+n@mE*
Couple: Choi siwon x Han geng ft. Kibum x Heechul
Rating: ??
Genre: drama
Status: chapter 4 + flash back
enjoy...
Chapter 4 [flash back]
“งั้นผมจะเลิกกับเค้า...จะทำให้มันจบลงแค่นี้” ชายหนุ่มร่างสูงตัดสินใจแน่วแน่ มองซ้ายมองขวาหมายจะข้ามไปฝั่งนู้น แต่ก็ต้องถูกขัดด้วยมือบางที่ยึดแขนตนอยู่
“อย่าทำร้ายเธอ...” ว่าเสียงแผ่วเบา แล้วจึงเดินลากขาละออกไปซื้อน้ำดื่มจากร้านใกล้ๆ เป็นเวลาเดียวกับที่ฮีบอนกับเพื่อนหญิงอีกคนเดินข้ามถนนมาถึงตัวซีวอนพอดิบพอดี หญิงสาวปรายตามองคนที่ห่างออกไปด้วยความรู้สึกที่ไม่กล้าจะคาดเดา ก่อนจะหันมาส่งตาหวานให้กับร่างสูงอย่างออดอ้อน
“หวัดดีครับฮีบอน โบอา” ริมฝีปากหนาคลี่ยิ้มให้ผู้มาใหม่เล็กน้อย
“มาทำอะไรแถวนี้หรอซีวอน ฉันโทรหาตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับล่ะ” ฮีบอนถองศอกใส่
ซีวอนเบาๆเชิงหยอกเหย้า แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยเพลิงแห่งโทสะที่พร้อมจะประทุได้ทุกเมื่อ กัดฟันกรอดเมื่อเห็นอีกคนเดินเข้ามาใกล้ “อ่ะ! นั่นฮันเกิงก็มาด้วยเหรอ แล้วฮีชอลไปไหนล่ะ...หรือนายแอบนอกใจฉันมาเที่ยวกันสองคนเนี่ย” เอ่ยคล้ายจะเย้าแหย่ เพียงแต่เจตนาจริงนั้นกลับต้องการจับผิดอากัปกิริยาของคนที่พึ่งเดินเข้ามาในวงสนทนา และก็ได้ผลร่างบางที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ถึงกับสะดุ้ง ขวดน้ำเย็นในมือร่วงลงสู่พื้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าขาวซีดเผือดไร้สีเลือด ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับเหตุการณ์ในวันนี้ สมองมันตื้อไปหมด ทุกครั้ง...จะมีฮีชอลคอยช่วยเหลือพวกเขาอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ไม่มี...หมดทางแก้ตัวแล้วคราวนี้...
“เออ...ขอโทษครับ” ฮันเกิงรีบก้มลงเก็บขวดน้ำนั้นขื้นมาทันที พยายามปิดบังพิรุธที่แสดงออกมา ปิดตาลงเพื่อบดบังแววตาที่สั่นไหว กัดริมฝีปากซีดนั้นไว้เบาๆ เพื่อบังคับให้มือสองข้างไม่สั่นเทา เม็ดเหงื่อไหลพรากเต็มไรผม
“โถ่~ ฉันแค่พูดเล่นเท่านั้นแหละฮันเกิง ถึงกับมือไม้สั่นเลยเหรอ” หญิงสาวแสร้งแกล้งแซว จ้องขึงนิ่งกับดวงตาที่เสหลบอยู่ หัวเราะหึเบาๆเมื่อเห็นท่าทีอันลนลาน
“อย่าคิดมากน่าพี่ฮันเกิง ซีวอนเค้าคงไม่ใช่คนแบบนั้นหลอกใช่มั้ย” หญิงอีกคนเอ่ยปลอบใจร่างบาง ส่วนปลายคำพูดกลับหันไปถามร่างสูงแทน ใบหน้าขาวสะอาดประดับยิ้มให้ด้วยความจริงใจ เธอไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรุ่นพี่สาวของเธอเลยแม้แต่น้อย พยายามเตือนอยู่หลายครั้งแต่ไม่ยอมฟังกันเสียที เห็นชัดๆว่าชายตรงหน้าไม่ได้คิดอะไรกับตัวเอง แต่หล่อนก็ยังคงตามตื้อไม่เลิกไม่รา เธอล่ะจนปัญญาที่จะช่วยจริงๆ จนในที่สุดก็สมหวังได้แต่ตัว...แต่ไร้หัวใจ
“แหะๆ ครับ” หัวเราะตอบแห้งๆพร้อมกับยกมือเกาท้ายทอยตัวเอง...ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะจริงๆแล้วที่พูดมานั้นมันเป็นความจริง ความจริงที่ว่า เขา...นอกใจ
“ดื่มน้ำไหมครับ อากาศร้อนๆอย่างนี้ดื่มน้ำเย็นๆจะได้สดชื่น” น้ำอีกขวดที่ไม่ตกพื้นถูกยื่นให้ด้วยมิตรไมตรี มือที่ยื่นให้นั้นสั่นระริกจนน่ากลัว จนน้ำในขวดกระฉอกเล็กๆจากแรงสั่น
“ขอบใจนะ แต่ไม่ดีกว่า น้ำข้างถนนแบบนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพนะจ๊ะ” ยิ้มเย้ยนิดๆ มีเพียงแต่คนถูกมองเท่านั้นที่รู้สึกถึงไอทมึนในบรรยากาศอันน่ากลัว จึงรีบชักมือกลับแล้วก้มหน้ามองพื้นตามเดิม
“พี่ฮีบอนไปกันเถอะ บ่ายสามกว่าแล้วนะ เดี๋ยวก็สายหรอก” โบอาตัดบทสนทนาและรั้งแขนคนข้างๆเมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี ก้มหัวลงน้อยๆเป็นเชิงลา แถมด้วยการเปิดรอยยิ้มบางๆให้เสียหนึ่งที
“ก็ได้ งั้นพวกเราไปก่อนนะ ไม่กวนและ” ฮีบอนกล่าวลาด้วยน้ำเสียงหยาดเยิ้มแก่ซีวอน ก่อนจะหันหลังออกเดิน
“อ่า~~ งั้นบ๊ายบายครับ” ชายทั้งสองแทบจะพูดพร้อมกันในทันทีไล่หลังสองสาวที่ยังไปได้ไม่ไกล สายตาประหม่าฉายชัดเต็มดวงตา แต่แล้วหญิงที่เดินจากไปกลับชะงักเท้า พร้อมกับหัวกลับมาเย้าทั้งคู่ต่อ
“เอ่อ! ลืมไปเลย...เดทให้สนุกนะจ๊ะ” รอยยิ้มถูกส่งประสานให้กัน ต่างกันตรงที่ว่ารอยยิ้มหนึ่งยากจะบอกความรู้สึก แต่อีกรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นเหลือเกิน
หญิงสาวสองคนนั้นเดินจากไปนานแล้ว นาน...จนตะวันจวนจะลาลับขอบฟ้า ขวดน้ำที่เคยเย็นเจี๊ยบสองขวดก็แปลสภาพมาเป็นน้ำที่อุณหภูมิปกตินอนอยู่เดียวกันอย่างเดียวดาย แอ่งน้ำเล็กๆที่เกิดขึ้นบนม้านั่งหยดติ๋งๆลงพื้น ราวกับน้ำตาของมัน ...คล้ายจะคร่ำครวญให้กับเรื่องราวอันแสนเศร้าทั้งหมด ชายหนุ่มเจ้าของมันยังคงหยุดอยู่ที่เดิม มีเพียงการเปลี่ยนอิริยาบถจากยืนมาเป็นนั่งบนม้านั่งยาวใกล้ๆเท่านั้นเองที่แปลกตาไป
ท่ามกลางยามเย็นที่เเสนวุ่นวายเหล่านกน้อยใหญ่ต่างพากันบินกลับรังของมัน กลับไปยังบ้านอันมีที่รักของมันคอยอยู่ การจราจรเลิกงานช่างดูสับสนจนน่าปวดหัว ถึงแม้มันจะไม่ติดจนขยับไม่ได้ แต่ก็คงจะอดอารมณ์เสียกับมันไม่ได้อยู่ดี ผู้คนจำนวนมากเดินไปมาอย่างขวักไขว่ บ้างก็พึ่งเลิกงาน บ้างก็พึ่งออกเที่ยว ห้างร้านมากมายเปิดไฟแสงสีแข่งกันระยิบระยับ เพื่อให้ร้านของตนเองเป็นที่สนใจแก่ลูกค้าที่จะเข้ามาอุดหนุน เสียงโหวกเหวกโวยวายดังโต้ตอบกันอย่างไม่หยุดหย่อน และดูท่าว่าอีกนานกว่าเสียงเหล่านี้จะซาลง แต่เสียงรบกวนเหล่านี้กลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากสายตาสองคู่ได้เลย สายตาที่ยังคงทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย... ไร้ทิศทาง และทางออก
จนในที่สุดความหนาวเย็นก็คืบคลานเข้ามาปกคุม ไอหนาวค่อยพัดผ่านมาช้าๆ ลอยมาปะทะผิวเนียนที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตแขนสั้น ตัวที่เขาสองคนเถียงกันอยู่นานกว่าจะซื้อมันมาได้ ความอดทนที่ถึงขีดจำกัดของมันส่งผลให้ร่างกายเริ่มสั่น ซีวอนเอื้อมมือที่เย็นเฉียบขึ้นมากุมอย่างอ่อนโยน เป่ารินความอบอุ่นจากลมหายใจให้ช้าๆ ...ให้ซึมซับความรู้สึกดีๆที่มอบให้แก่อุ้งมือขาวและปลายนิ้วเรียว ประทับริมฝีปากเบาๆลงบนแหวนเงินเกลี้ยง แล้วยิ้มให้เจ้าของมันเต็มใบหน้า
“อากาศหนาวแล้ว กลับกันเถอะครับ” หัวใจสองดวงที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกสับสน พากันโอบอุ้มกันไปในหนทางอันมืดมัว…ยากที่จะมองเห็นทาง
เคยมั๊ย...เคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ต้องมีคนที่เจ็บ
ถ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์นั้น คุณ...จะเห็นแก่ตัวหรือเปล่า?
- - -
“พี่ฮัน~ ขอโทษนะครับ วันนี้ไปรับพี่ไม่ได้” น้ำเสียงสำนึกผิดเจือออดอ้อนดังมาตามสาย จริงๆมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายนู้นจะต้องมาขอโทษหรอก กลับเป็นเขาเสียเองที่ควรจะเอ่ยเพราะต้องลำบากซีวอนมารับทุกวัน ทั้งที่เขาก็มีรถของตัวเองอยู่แล้วแท้ๆ
“อืม มีอะไรรึเปล่า” ถามกลับไปด้วยความห่วงใย นานทีปีหนไม่เคยจะมีวันไหนที่ไม่มารับ นอกจากจะมีเหตุจำเป็นจริงๆ อย่างเช่น...
“ง่า~ ก็คนขับรถที่บ้านไม่อยู่ คุณแม่เลยสั่งให้ผมมาขับให้แทนอีกแล้วอ่ะครับ แง้~~” ฮาฮ่า นั่นไงเหตุผลสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้ประจำ
“ฮ่าๆๆ...นี่อย่างอแงเป็นเด็กๆไปซิ ตัวก็ออกจะโต”
“โถ่พี่ฮัน อ้อนนิดอ้อนหน่อยก็ไม่ได้” คนอีกฟากหน้ามุ่ยลงเล็กน้อย จับปลายเสียงได้ว่าเริ่มงอนแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณว่าถ้าไม่รีบง้อด่วน คงจะได้มีคนเห็นชายตัวโตทำตัวง๊องแง๊งเหมือนเด็กอนุบาล จนได้ขนลุกกันเป็นแถบๆแน่
“โอ๋ๆอย่างอนเลยนะ ให้คุณแม่ใช้งานแค่วันเดียงเอง บ่นมากจัง” อดส่ายหน้าให้กับความเป็นเด็กของเจ้าสิงโตไม่ได้ โตแต่ตัวจริงๆละน้า
“ก็เดี๋ยวนี้คุณแม่ท่านใช้ผมบ่อยขึ้นนะซิ ผมเลยไม่ค่อยได้เจอสุดที่รักของผมเลย” ได้ฟังก็อดอึ้งไม่ได้ พูดออกมาเต็มปากเต็มคำขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องเขินกันทั้งนั้นแหละหน่า
“พี่ฮันอ่า~ ไม่อยากคุยกับผมแล้วเหรอครับ” แสร้งกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กๆ ทั้งที่จริงๆแล้วกลับยิ้มหน้าบานเป็นจานกระด้งอยู่ ซึ่งวิธีนี้ก็เรียกความสนใจจากฮันเกิงได้ไม่น้อย เสียงหวานใสเอ่ยแก้ตัวออกมาแทบไม่ทัน ทั้งๆที่แผ่วเบา เเต่ซีวอนกลับได้ยินอย่างชัดเจน พวงแก้มสีชมพูแดงระเรื่อหนักขึ้นกว่าเก่าอีก
“เออป่าวๆ ไม่ใช่ไม่อยากคุย แต่นายอย่าพูดแบบนี้บ่อยนักสิ ฉันก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”
“โอเคครับ ผมไม่แกล้งแล้วก็ได้ งั้นพี่นอนแล้วห่มผ้าด้วยนะครับ อากาศหนาวอย่างนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้นะ แล้วอย่าลืมฝันถึงผมด้วยล่ะ หลับให้สบายนะครับ คนดี” ความห่วงใยแผ่ซ่านมาตามสาย ถึงแม้ตัวจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่ความรักของคนทั้งคู่ก็สามารถทำให้ระยะทางอันยาวไกลกลับสั้นลงแค่เอื้อม แต่...มันจะเป็นแบบนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่กัน
“อืม ขับรถดีๆล่ะ บาย”
“รักนะครับ” ชื่นหัวใจไม่น้อยเมื่อได้ฟังคำๆนี้ ระบายยิ้มกว้างโดยไม่ให้ปลายสายได้รับรู้ แก้เขินด้วยนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะกระแทกเสียงปิดบังอาการแดงบนใบหน้าทั้งๆที่ไม่มีใครเห็นแท้ๆ
“อื้ม!” และทันทีที่วางสาย โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
Rrrrrrr....
“อะไรอีกล่ะ” กล่าวทักด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย โทรมาอีกแล้วพึ่งคุยกันเมื่อกี้เอง ไม่ใช่อะไรหรอกนะ เพราะเมื่อกี้ที่โทรมามันขัดการนอนของเขาจริงๆ พักนี้ยิ่งนอนไม่ค่อยหลับอยู่ เลยพลอยพาลอารมณ์เสียไปด้วย
“ผมเพิ่งโทรมาเองนะพี่ฮัน” ปลายสายถึงกับงุนงง พึ่งโทรมาก็โดนเเวดเสียงแล้วหรอเนี่ย
....ไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคย จึงรู้ว่าไม่ใช่คนเดิมแล้วที่โทรมา
“อ่าว คิบอมเองเหรอ...แล้ว...โทรมาได้ไงเนี่ย??” ฮันเกินตกใจไม่น้อย เมื่อนึกได้ว่าไอน้องคนนี้มันอยู่อเมริกาไม่ใช่หรือไง!
“อ่าวพี่ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ พี่บอกจะมารับผมที่สนามบินไม่ใช่หรอ ผมรอตั้งนาน นี่มันตีสี่แล้วนะครับพี่ เครื่องผมลงตีสองนะครับ!” ทั้งๆที่ปกติจะเงียบเป็นเป่าสาก หากแต่คราวนี้กลับร่ายยาวเป็นชุด ไม่มีแม้จะวรรคหายใจ ถึงอย่างนั้นก็เถอะเท่าที่เคยได้ยินมา นี่เป็นการพูดที่ยาวที่สุดแล้ว สงสัยคราวนี้ท่าจะอารมณ์เสียจริงๆ จึงเหลือบตาขึ้นไปมองนาฬิกาบนหัวเตียง แล้วก็ต้องเบิกโพล่ง เมื่อพบว่าจริงๆแล้วมันจะตีห้าอยู่แล้วด้วยน่ะสิ!!
“อ๊ากกก~ พี่ขอโทษ จะรีบไปเดี๋ยวนี่แหละ รอแป๊ปนึงนะ” ความง่วงนั้นหายเป็นปลิดทิ้ง ร่างบางรีบกระเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที ตั้งท่าจะวิ่งเข้าห้องน้ำ แต่ก็ต้องล้มตัวลงกลับไปอีกครั้ง เมื่อเกิดความผิดปกติบางอย่าง เสียงครางดังลอดออกมาจากลำคอระหงส์ ยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองอย่างเจ็บปวด ความรู้สึกเหมือนถูกคนนับสิบบีบหัว
...ทรมาน...
เอาอีกแล้วนะ ปวดอีกแล้ว ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่มีท่าทีว่าจะหาย ซ้ำยังทวีความปวดขึ้นอีก ให้ตายเถอะ...เมื่อไหร่มันจะหายๆไปซักที
ฮันเกิงนอนนั่งอยู่ซักพัก สูดหายใจให้เต็มปอดก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นไปทำภารกิจส่วนตัวพยายามกดความรู้สึกในหัวเอาไว้ จิกเล็บลงบนฝ่ามือแน่นจนเกือบจะเป็นแผล แล้วค่อยกัดฟันพาร่างตัวเองกับรถสีขาวคู่ใจที่ปล่อยเหงามานานไปสนามบินให้เร็วที่สุด และทันทีที่ถึงที่หมาย การตามหาตัวบุคคลที่นัดหมายก็เป็นไปได้ไม่ยากนัก เพราะเจ้าตัวที่รอนั้นนั่งหน้าบูดใกล้ๆกับประตูทางเข้านี้เอง
“พี่มาแล้ว” โน้มตัวลงมาหาคนที่นั่งอยู่พร้อมกับวาดรอยยิ้มให้บางๆอย่างสำนึกผิด แล้วยังจะเอื้อมมือไปหยิกแก้มนิ่มอย่างหมั่นเขี้ยวด้วย
“งอนแล้ว!” เบือนหน้าหนีเล็กน้อย แล้วพองลมออกมาจนแก้มเกือบแตก ทำเอาฮันเกินอดที่จะขำไม่ได้กับท่าทีเด็กๆของอีกคน
“โอ๋ๆพี่ขอโทษน้า~” ร่างบางหย่อนก้นนั่งลงบนม้านั่งถัดไป โอบคนข้างๆเข้ามาในวงแขนแล้วโยกเบาๆเพื่อง้องอน ซบหัวลงกับไหล่แล้วไชไปมา ในสมองพยายามประมวลกรรมวิธีการหลอกล่อคนในอ้อมกอดอย่างเร่งด่วน “เดี๋ยวพี่พาไปเที่ยวทั้งวันเลย”
“...”
“เลี้ยงหนมด้วยน้า”
“...”
“หนังด้วยก็ได้”
“...พี่จ่ายใช่ป่ะ”
“อืม!”
“โอเค! เย้~พี่ฮันน่ารักที่สุดเลย” ร่างโปร่งหันหน้ากลับมา แล้วเอื้อมมือโอบเอวบางตอบ รอยยิ้มกว้างถูกแทนที่ออกมาให้กับเจ้ามือตามแบบฉบับของตนเองเหมือนเคย...รอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใส จนดูท่าว่าถ้ายิ้มมากๆ อาจเป็นอันตรายต่อแก้มได้ ฮ่าๆ
“ฮ่าๆ ร้ายนักนะ ไอตัวเล็ก” มือบางยกขึ้นขยี้หัวคิบอมเบาๆ กว่า 5 ปีที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ถึงแม้จะติดต่อกันตลอด แต่ก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย เพราะต่างคนต่างยุ่งจนไม่มีเวลาเจอกัน ต่างคนต่างมุ่งมั่นเรียนเพื่ออนาคตของตัวเอง พอมาเจอกันอีกทีเจ้าตัวซนของเขานั้นดูเปลี่ยนไปเยอะ ทั้งลักษณะท่าทางและรูปลักษณ์ภายนอก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะเมื่ออยู่กับเขาก็ยังคงทำตัวเป็นเด็กน้อยอยู่ดี ยังคงคอยออดอ้อน และคอยดื้อกับเขาไม่เคยเปลี่ยน และที่สำคัญเขาก็ไม่เคยมองว่าเด็กคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่เลยด้วยสิ และถึงจะไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่ทั้งคู่ก็ดูจะสนิทกันจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปเสียแล้ว จนบางครั้งคิบอมก็ยังเรียกฮันเกิงว่าแม่ด้วยซ้ำไป
ระหว่างเดินทางบนรถที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เสียงหัวเราะสองเสียงดังประสานกันเมื่อต่างฝ่ายต่างถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้พบเจอผ่านมาในช่วงที่ไม่ได้เจอกันมานาน ซึ่งบางเรื่องอาจมีเรื่องราวในวัยเด็กของทั้งคู่แทรกขึ้นมาแซงกันด้วยละมั๊ง ถึงได้มีน้ำตาเล็ดออกมาจากหางตาทั้งสองคนอย่างนั้นด้วย
ดวงอาทิตย์ในยามเช้าเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาอวดโฉม แสงสีทองเฉิดฉายไปทั่วท้องฟ้า เนรมิตให้ความมืดมนหายวับไปกับตา คิบอมทอดสายตาออกไปมองนอกกระจกรถ รู้สึกถึงความอบอุ่นของรุ่งอรุณที่เผยขึ้นมารับเช้าวันใหม่ หันหัวกลับเข้ามาตามทางของแสงสดใส หวังจะเห็นรอยยิ้มที่สดใสยิ่งกว่า หากแต่สิ่งที่ตามองเห็นกลับเป็นเพียงรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าอันซีดเซียว ลักษณะเหมือนคนอิดโรยจนน่าสงสาร
“พี่ฮัน...พี่เป็นอะไรน่ะ ทำไมหน้าซีดขนาดนี้” ถามไถ่ด้วยความห่วงใย สายตามองเลยไปยังมือที่กำแน่นอยู่บนพวงมาลัย...มือบอบบางที่กำลังเกร็งจนเห็นเส้นเลือดปูดออกมาอย่างชัดเจน ทำไมเขาไม่สังเกตเห็นให้เร็วกว่านี้นะ
“ก็เปล่า...ไม่มีอะไร แค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง” ฮันเกิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งที่ข้างในกลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ปวด...ปวดหัวจนจะระเบิดอยู่แล้ว
“แต่มันซีดมากเลยนะ ผมว่า...เราไปหาหมอกันดีกว่า”
“อย่าให้มันมากเรื่องเลยน่า...”
“พี่ไม่ต้องเลี้ยงข้าวเลี้ยงหนมหรือพาผมไปดูหนังแล้ว ผมขอบังคับพี่ให้ไปหาหมอเดี๋ยวนี้เลย”
“ม่ายเอาอ่า~~” คนแก่กว่าเริ่มงอแง เบ้ปากออกเล็กน้อยเมื่อนึกถึงโรงพยาบาลและกลิ่นยาฉุนๆ
“หยุดรถเลยพี่ฮัน เดี๋ยวผมขับเอง”
“ม่ายอาววว” หัวกลมส่ายศีรษะจนผมสีอ่อนไหวกระจายไปตามแรง ถ้าไม่เฉียดตายจริงๆเขาไม่มีทางย่างกรายเข้าไอตึกสีขาวๆนั้นแน่
“พี่ฮัน” เสียงต่ำแข็งขึ้นเพื่อสั่งคนดื้อรั้น ไม่บ่อยนักที่พี่คนนี้จะงอแง ส่วนมากจะเป็นตัวเขาเสียมากกว่า แต่คงจะต้องยกเว้นเรื่องนี้ไว้เรื่องนึง เรื่องที่ไม่ยอมไปหาหมอ ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าพี่เขาไม่ชอบอะไรที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลแค่ไหน แต่เพื่อสุขภาพแล้ว เขาจึงจะใจอ่อนไม่ได้ และทุกครั้งคิบอมจะคุมพฤติกรรมเด็กๆแบบนี้ได้เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ฮันเกิงยู่ปากก่อนจะจอดรถเทียบข้างทาง คิบอมจึงลงจากรถแล้วอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ เป็นเวลาเดียวกับที่ร่างบางย้ายตัวเองไปนั่งข้างๆเสร็จพอดี จึงจัดแจงรัดเข็ดขัดเตรียมพร้อมจะออกตัว แต่เหมือนว่าฮันเกิงจะเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยเรียกสารถีคนใหม่ไว้ คิบอมเองก็เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม แต่มือยังคงจัดแจงความเรียบร้อยอยู่
“นายมีใบขับขี่แล้วหรอ?”
“ยัง” สั้นๆง่ายๆ พลางจับกระจกให้เข้าที่เข้าทาง แล้วเอื้อมไปหยิบแว่นกันแดดสีชาจากเป้ใบโปรดตรงเบาะหลังมาสวม
“ละ...แล้วนายจะขับได้ไงอ่ะ”
“แล้วไงอ่ะ” คิบอมยักไหล่ ก่อนจะเข้าเกียร์ออกรถไปอย่างไม่ใส่ใจ
- - -
เมื่อถึงโรงพยาบาลอันเป็นที่หมาย คิบอมไม่รีรอให้ฮันเกิงได้งอแงอีกรอบ รีบกดร่างบางลงนั่งบนรถเข็นที่บุรุษพยาบาลตรงประตูทางเข้าเตรียมไว้ก่อนที่จะได้โวยวายอะไร วางมือบนหัวพี่ที่รักโดยไม่เกรงกลัวแก้มป่องๆ และสายตาเง้างอนที่ส่งมาจากคนใต้มือ รวมทั้งยิ้มให้กำลังใจทีนึงก่อนจะต้องละมือเนื่องจากการยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ให้เข้าไปในห้องตรวจด้วยเด็ดขาด ด้วยสาเหตุที่ว่าไม่อยากให้เห็นหน้าถ้าเกิดตนต้องโดนฉีดยา คิบอมเลยจำใจต้องนั่งรอหน้าห้องแต่โดยดี ทันทีที่ฮันเกิงออกจากห้อง คนที่รออยู่ก็ลุกพรวดขึ้นถามไถ่อาการ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นรอยยิ้มบางๆ และเดินเลี่ยงไปอีกแผนกกับพยาบาลหญิงมีอายุที่ตามหลังมาเท่านั้น
เกือบชั่วโมงผ่านไปฮันเกิงก็เดินออกมาหาคิบอมด้วยใบหน้าซีดเซียวกว่าเดิม ปากพยายามคลี่ยิ้มแสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจกลับกังวลผลที่จะออกมามากมายเหลือเกิน
“พี่เป็นอะไรน่ะ” ร่างบางส่ายหน้าช้าๆเป็นคำตอบ
“ไม่รู้เหมือนกัน อาทิตย์หน้าค่อยมาฟังผลอีกที”
“อ่า~ ทำไมนานอย่างงี้ล่ะ”
“นี่...ตรวจโรคนะ ไม่ใช่ตรวจข้อสอบ ถึงจะได้รู้ผลเร็วๆน่ะ”
“เหอะ แล้วพี่ไม่อยากรู้เหรอ” นายแก้มป่องอมลมเล็กน้อย ลิ่วตามองอย่างรู้ทัน
“อยากเซ่ แต่ตอนนี้ไปหาอะไรกินก่อนเหอะ ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าเลย นี่ก็เที่ยงกว่าแล้วด้วย” ตาเหลือบมองนาฬิกาเรือนใหญ่ตรงฝาผนังสีขาว พลางลูบท้องตัวเองป้อยๆ
“เออใช่ ผมก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวานเหมือนกัน แอร์ฯบนเครื่องเขาไม่ยอมปลุกผมตอนกินข้าว ผมก็เลยอดกินข้าวเย็นเลย แงๆ”
“ปะ งั้นไปหาอะไรกินกัน” ว่าพลางดึงข้อมือน้องชายไปยังที่จอดรถ แต่อีกคนกลับรั้งเอาไว้เบาๆไม่ยอมเดินตามไป
“ไปไหนเนี่ย พี่ไม่สบายจะไปที่อื่นได้ยังไง กลับบ้านไปพักผ่อน เดี๋ยวผมทำโจ๊กให้กินก็ได้” คิบอมเตือนด้วยความหวังดี หวังให้พี่ทำตามที่สั่ง
“ง่ะ ไม่เอาอ่ะ หาของกินข้างนอกเหอะ แล้วหลังจากนั้นค่อยว่ากัน”ร่างบางไม่สนใจในคำเตือน แถมยังลากแขนที่รั้งไว้ตามไปอีก
- - -
และแล้วกิจกรรมหลังกินข้าวที่ควรจะเป็นการกลับบ้านไปพักผ่อน กลับกลายเป็นเดินเที่ยว ดูหนังไปเสียได้ ตั้งแต่เที่ยง ตอนนี้ก็เกือบทุ่มแล้ว ก็ไม่เห็นว่าคนไม่สบายอย่างฮันเกิงจะมีท่าทีจะเลิกรา แต่กลับยิ่งดูมีความสุขขึ้นเสียอีก แสงไฟตามรวงร้านข้างทางค่อยๆส่องสว่างขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั้งถนนดูน่าหลงใหลขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนคนที่หน้ามุ่ยกลับเป็นคนแข็งแรงเสียเอง ที่เริ่มบ่นอุบตั้งแต่บ่ายแล้ว
“พี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง” คิบอมรั้งแขนบางไว้ให้หยุด ก่อนจะรวบถุงสองสามใบในมือไว้ในข้างเดียวเอื้อมยันกำแพงไว้ มืออีกข้างก็ง้างทุบน่องตัวเองตุบๆ หลังจากที่เดินตระเวนแทบจะทั่วทั้งโซลมาเป็นเวลาร่วมหกชั่วโมง นี่ยังดีที่มีพักไปดูหนังบ้าง ขืนถ้าเดินแบบนอน สต๊อปคงได้มีชักกลางทางแหงๆ
“ไมอ่ะ ความสุข” ฮันเกิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ พร้อมกับกวาดตาดูอะไรไปเรื่อยๆ เรียวปากก็คลี่ยิ้มบางออกมาอย่างมีความสุข เตรียมตัวจะเดินต่อหากแต่ถูกรั้งชายเสื้อเอาไว้เสียก่อน
“โหย~ พี่อ่ะ แต่ผมเหนื่อยแล้วนะ กลับเหอะ”
“บ่นมากจริง นานๆทีจะได้ออกมาเดินเที่ยวโดยไม่มีเจ้าตัวยุ่งมาคอยอ้อนสะที พอเจ้านั่นไม่อยู่ก็มีเจ้านี่มาแทน เฮ้อ~ ชีวิตฉันจะมีความสงบสุขกับเขาบ้างไหมเนี่ย” ต้นประโยคหันกลับไปกัดคนข้างหลัง ส่วนตอนท้ายนั้นดูเหมือนจะบ่นกับตัวเองมากกว่า ส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ พร้อมกับหยิกแก้มป่องๆของคนตรงหน้าไปทีนึง
“ใครหรอครับ...เจ้าตัวยุ่งน่ะ ผมหรอ?” คิบอมเอียงคอเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นชี้หน้าตนเองด้วยความงงงวย ทำเอาคนถูกย้อยถามพึ่งได้สติ ถึงกับโบกไม้โบกมือแก้ตัวเป็นพัลวัน อาการเลิ่กลั่กของพี่ชายก็ทำให้คนเด็กกว่าอดที่จะแกล้งแหย่ไม่ได้ หน้าที่ปกติดูเรียบร้อย และเคร่งขรึม เปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ขึ้นในพริบตา “นั่นแน่~ ใช่คนที่ชื่อซีวอนหรือเปล่า กิ๊วๆ”
“มะ...ไม่ใช่เสียหน่อย” ฮันเกิงปฏิเสธด้วยใบหน้าแดงก่ำ พยายามก้มหน้าปกปิดอาการเขินอายของตัวเอง จนคนที่แซวยกยิ้มให้จนตาเรียวกลายเป็นเส้นตรง แก้มกลมๆอมเอาเสียงหัวเราะที่กำลังจะระเบิดเอาไว้
“ไม่ใช่แล้วทำไมต้องหน้าแดงล่ะครับ”
“ง่า~ ไม่พูดด้วยแล้ว กลับบ้านเลย” ใบหน้าน่ารักยู่ใส่คิบอม ก่อนจะจ้ำหนีไปไปทางรถของตน ปล่อยให้คนที่ยืนยิ้มอยู่ต้องวิ่งตามไปอย่างขำๆ
- - -
ติ๊งต่องๆ
“คร้าบบบ~ มาแล้วครับ~” ทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่งประตู คนด้านในห้องก็รีบวิ่งมาเปิดต้อนรับ และก็เป็นเวลาเดียวกับที่คนข้างนอกนั้นพุ่งตัวเข้ามากอดเขาไว้เช่นกัน วงแขนแกร่งรัดคนตรงหน้าเอาไว้แน่น พร้อมกับไถหัวฟูๆของตนไปมาบนอกร่างในอ้อมกอดอย่างออดอ้อน
“พี่ฮันนนน~ คิดถึงจังเลย~” ส่วนคนที่ถูกกอดนั้นก็เอื้อมมือลูบหัวกลมเบาๆ อีกมือนึงโอบหลวมๆที่เอวของซีวอนเอาไว้ ก็อยากจะดันออกอยู่เหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่ามือของใครบางคนแถวนี้มันเหนียวจนเกินไป เลยปล่อยมันไว้แบบนี้แหละ
“ใครมาน่ะคิบอม?” ร่างบางในชุดลำลองสบายๆกับผ้ากันเปื้อนสีฟ้า ชะโงกหน้ามาถามคนเปิดประตูจากห้องครัว สายตาอันเฉียบคมของซีวอนมองตรงไปข้างหน้าตามเสียงหวานอันคุ้นเคย
นั่นพี่ฮัน...แล้วนี่...??
ซีวอนเงยหน้ามองคนที่ตนกอดอยู่แล้วถึงกับสะดุ้ง เบิกตาโตกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เสียงตกใจจากร่างสูงและอีกคนในห้องครัวดังขึ้นพร้อมกันเสียงดังจนแก้วหูแทบระเบิด เมื่อตั้งสติได้ ซีวอนจึงรีบกระเด้งตัวออกจากคนที่ตนคิดว่าเป็นคนรักทันที ใบหน้าหล่อคมปล่อยไก่จนเหรอหรา มือไม้ปัดป่ายไปสะเปะสะปะทำอะไรไม่ถูก แต่บุคคลที่ถูกลวนลามกลับยืนยิ้มขำให้อย่างเป็นมิตร และก็ไม่ลืมที่จะแนะนำตัวเพื่อแก้ความเข้าใจผิดเมื่อครู่ ทั้งที่จริงๆแล้วเหมือนกลับจะแกล้งแซวเสียมากกว่า
“สวัสดีครับ ผมคิมคิบอมครับ ไม่ใช่พี่ฮัน แล้ว...คุณคือซีวอนใช่ไหม”
“ครับ แหะๆ”ซีวอนเกาหัวตัวเองแก้เก้อ ใบหน้าอันภาคภูมิใจแตกเป็นเสี่ยงๆไม่มีชิ้นดี คำขอโทษที่อยากจะปริปากก็ยังไม่กล้า จึงจรรีหายวับเข้าครัวไปแทน
.
.
.
“มาแล้วๆ ซีวอนทำไมนายไม่มาช่วยฉันถือของห๊ะ วิ่งตัวปะ...” เสียงคนมาใหม่สะดุดลงแค่นั้นเมื่อเห็นใครยืนจ้องเขาอยู่ ของมากมายในมือถูกปล่อยร่วงลงพื้นแทบจะทันที ปากบางสั่นระริก มือสองข้างเย็นเฉียบ ความทรงจำอันเลวร้ายเหมือนจะถูกถาโถมเข้ามาในหัว...ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
“หวัดดีครับ...พี่ฮีชอล” รอยยิ้มที่ไม่เคยมีใครได้เห็นคลี่ออกมาให้ฮีชอลอีกครั้ง รอยยิ้ม...ที่ทำให้เขาเจ็บถึงทุกวันนี้
“คะ...คิบอม...”
...TBC…
Author 's talk : มาเเล้ว~ๆๆ บอมออกโรงเเล้วฮะตอนนี้
เจอเจ๊เเล้วด้วยเนอะ เเล้ว...มันจะเป็นยังไงต่อไป
เเต่งไปเเต่งมารู้สึกหมั่นไส้ฮีบอนยังไงก็ไม่รู้ ไม่ใช่หมั่นไส้ตัวจริงนะฮะ
เเต่ในเรื่องมันเเหม่งๆเนอะ ฮ่าๆๆ
สารภาพเลยว่า จนทุกวันนี้ผมยังไม่เคยเห็นหน้าฮีบอนเลยรู้ป่ะ
เพื่อนมันใส่ชื่อมาเอง เอิ๊กๆๆๆ
ตอนนี้กำลังดำเนินการ
>>พิมฟิกวอนย๊อก
>>เเต่งฮันย๊อก+เทมจี
ยังไงถ้าอยากอ่านก็รอกันหน่อยละกันนะฮะ
อ้อ~! อย่างที่บอกไว้ตอนเเรกอ่ะ
อยากได้คู่ไรก็บอกได้เน้ เด๋วจัดให้ ...ยิ่งเเปลกยิ่งดี เอิ๊กซ์~!!
ขอบคุนค๊าฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ~~!!!
edit @ 19 May 2008 14:33:28 by -nO+n@mE*
#1 By vitamin (203.113.17.148) on 2008-07-10 11:49