[Fic]Imprecated Love[chapter 3]
posted on 18 May 2008 19:13 by nonam3-nothing in ImprecatedLove
Title: Imprecated Love
Author: ahana & sweetmeatball & -nO+n@mE*
Couple: Choi siwon x Han geng
Rating: ??
Genre: drama
Status: chapter 3 + flash back
Author: ahana & sweetmeatball & -nO+n@mE*
Couple: Choi siwon x Han geng
Rating: ??
Genre: drama
Status: chapter 3 + flash back
enjoy...
Chapter 3
"เฮ้ย! หยุดเว้ย!!"
มือหนาที่บีบคนตัวเล็กกว่าค่อยๆผ่อนเเรงลง ใบหน้าอันโศกเศร้าซบลงบ่าของฮีชอล รัดวงเเขนของตนไว้รอบตัวคนตรงหน้าอย่างหมดเรี่ยวเเรง ซึ่งการกระทำที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจให้เเก่ผู้ถูกกอดได้ไม่น้อย เเต่ความประหลาดใจทั้งหมดก็เเปลเปลี่ยนเป็นเอื้อมมือมาลูบหัวฟูๆนั้นไว้อย่างปลอบใจ ...ตอนนี้คงจะทำได้เเค่ปลอบใจสินะ
"พี่ฮันเขาไปเเล้ว พี่ฮันเขาไปจากฉันเเล้ว เขาไม่รักฉันเเล้ว ฮืออๆๆ" ในเมื่อสติล่องลอยหลุดไป ความเขินอายในการจะให้ใครเห็นน้ำตาของเขาก็ไม่มีอีกต่อไปเเล้ว ตอนนี้...เเค่ต้องการที่พึ่ง ต้องการคนให้กำลังใจเท่านั้นเอง...
"ไม่หรอกม๊าง~ ไอฮันออกจะรักเเกขนาดนั้น ใจเย็นๆเว้ย"
"ไม่! พี่เขาไม่เขารักฉันเลย..." สิ้นเสียงตัดพ้อ นัยน์ตาเรียวคมค่อยๆปิดลงเเละจมตัวเองอยู่ในห้วงเเห่งนิทรา
[flash back]
“ไอฉ่อย แกอยู่ไหนวะ” หนุ่มน้อยหน้าตาสะสวยยกเครื่องมือสื่อสารพกพาขึ้นแนบหู กรอกเสียงเริงร่าตามฉบับของตัวเองถามปลายสายอย่างร่าเริง เเละหลังจากได้คำตอบที่ต้องการ มือซ้ายที่ว่างจากมือถือก็แกว่งแขนคนข้างตัวออกเดินอย่างอารมณ์ดี ไปยังที่ที่กำลังจะกลายเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของใครบางคน...สนามบาส
“ไปกันเถอะฮัน~”
“ฮีชอล!~ ฉันอยู่นี่โว๊ย~” ชายหนุ่มโบกมือเรียกเจ้าของชื่อที่ทำท่าเหมือนจะหาตนไม่เจอ โดยที่คนถูกเรียกก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณรับรู้ พร้อมกับสาวเท้าท่าทางหอบๆเข้ามาหา กระเป๋าสีแดงแจ่มถูกเหวี่ยงไปหาผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังยืนเช็ดเหงื่ออยู่อย่างไม่จริงจังนัก เเล้วตามด้วยเสียงกรนด่าที่แหลมนำมาก่อนตัว
“นี่สนามบาสบ้านแกหรอ! ได้ข่าวว่าบ้านฉันเรียกสนามเทนนิสไง ไอห้อย!!” คนตัวเล็กสวดเสียงดังด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ผิดกับเมื่อครู่นี้ในโทรศัพท์ที่ยังฟังดูร่าเริงอยู่ เหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นน้อยๆไหลย้อยไปตามคาง
มันเป็นเรื่องปกติที่อากาศในตอนเที่ยงจะสามารถเปลี่ยนอารมณ์คนได้ในพริบตา เพราะอารมณ์มันมักจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเสมอ แต่เมื่อเดินเข้ามาใกล้เก้าอี้สีเขียวที่ถูกจับจองด้วยกระเป๋ากีฬาสีดำ ร่มเงาของตึกด้านข้างก็ช่วยบดบังแสงแดดได้พอสมควร อุณหภูมิตรงนี้จึงเย็นสบายกว่าที่โล่งแจ้งที่พึ่งเดินผ่านมาไม่น้อย
“แล้วนั่นอะไร” ชายที่ถูกเรียกว่า‘ไอห้อย’ยกมือชี้ไปยังสุดสนาม ปรากฏเป็นห่วงเชือกอยู่สูงจากพื้นปูนด้วยเสาเหล็กสีขาวราวสามเมตร ส่วนมืออีกข้างจับลูกกลมส้มขึ้นปั่นอย่างอารมณ์ดี
“แป้นบาส”
“เออ ก็ต้องเรียกว่าสนามบาสสิวะ” ขำเอิ๊กอ๊ากเล็กน้อย พลางกระดกน้ำในขวดพลาสติกใสดื่มเอือกๆแก้กระหาย เอนหลังชุ่มเหงื่อผิงพนักพร้อมกับยักคิ้วให้กวนๆเมื่อเห็นท่าทีอึ้งๆของเพื่อน
…ไอนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซะแล้ว
“แล้วเห็นนั่นมะ” หลังจากหยุดคิดมุกต่อกลอนกับไอคิ้วแถวไปเป็นเวลาเกือบสามปี ฮีชอลก็ชี้ไปยังวัตถุบางอย่างกลางสนาม ตาข่ายผืนยาวไหวไปตามแรงลมที่พัดมา ผ่านคอร์ดซีเมนต์สีเขียวแก่และเส้นแถบสีขาวที่ถูกตีไว้ตามมาตรฐานของมัน
“เน็ทไง” คนถูกถามยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก มือหนายกผ้าขนหนูผืนนุ่มขึ้นเช็ดเหงื่อที่ผุดพราวเต็มใบหน้า ...ใบหน้าที่ตอนนี้เหมาะกับอาภรณ์ปกปิดบาทามากกว่าผ้าเช็ดหน้าราคาแพง!!
…เอ้อ! ช่ำชองเรื่องถนอมอาหารเสียจริงนะ
“งั้นมันก็ต้องเรียกว่าสนามเทนนิส!”
“…” เหวอ คำเดียวสั้นๆ แต่ได้ใจความ
เสียงหลอนประสาทระเบิดหัวเราะอย่างซะใจ มันเป็นความจริงที่ว่า ‘หัวเราะทีหลัง มักจะดังกว่าเสมอ’ มือบางย่อตัวลงตบเข่าป๊าปๆ ซึ่งคนถูกขำก็ตวัดตาคมค้อนให้ไปวงใหญ่ นั่งหงอยพองแก้มเซ็งกันไปเลยทีเดียว
ขำไปขำมาดูท่าว่าจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ สาวน้อยที่ยืนอยู่ข้างซีวอนจึงพูดแทรกขึ้นมาดัง
“ฮีชอล...คนข้างหลังนายเป็นใครน่ะ” หญิงสาวนามฮีบอนเอียงหน้ามองบุคคลอีกคนที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาด้วยท่าทีสงสัย แปลกใจไม่น้อยที่รุ่นน้องร่วมสถาบันพาคนแปลกหน้ามาด้วย เพราะปกติก็เห็นอยู่แต่กับซีวอนกันแค่สองคน เรียกได้ว่าเป็นคู่หูคู่ฮาปาท่องโก๋เลยก็อาจจะได้
นิ้วมือที่ประดับด้วยเล็บปลอมสีแสบตา เกาะเกี่ยวลำแขนแกร่งของซีวอนไว้คล้ายจะแสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่ได้สนใจจะแกะออก คงเพราะโดนเกาะแบบนี้จนเป็นนิสัยไปแล้วล่ะมั๊ง
“อ่อ! ลืมไปเลย” ดีดนิ้วดังเปาะ แล้วจัดแจงดึงคนที่หลบข้างหลังตนออกมาจากมุมมืด พร้อมทั้งคลี่ยิ้มหวานอย่างภาคภูมิใจนำเสนอ “คนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องฉันเอง ชื่อฮันเกิง พึ่งย้ายมาจากจีน มาเรียนปีเดียวกับฉันน่ะ มะ...”
“สวัสดีจ๊ะ ฉันชื่อฮีบอนนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ไม่รอให้ชายหนุ่มร่ายจบ เสียงที่พยายามดัดให้ดูน่ารักก็แทรกขึ้นมาขัดอีกครั้ง ใบหน้าฉาบเครื่องสำอางเชิดขึ้นน้อยๆ วางท่าทีราวกับจะข่มใคร
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ” น้ำเสียงสำเนียงเกาหลีแปร่งหูกล่าวพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร น้อมศีรษะลงเล็กน้อยพอเป็นมารยาท เส้นผมสีไม่เข้มนักไหวลู่ตามแรงโน้มถ่วง นัยน์ตานิลใสที่เป็นประกายยามต้องแสงสะกดดวงตาคู่หนึ่งไว้โดยไม่รู้ตัว
“สวัสดีครับ ผมชื่อซีวอนครับ” ริมฝีปากอิ่มจะยิ้มหรือเปล่าไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าตอนนี้ลักยิ้มมันกดลึกจนแทบจะชนกันอยู่แล้ว! แค่ปากวาดยิ้มสวยให้ไม่พอ ยังเอื้อมมือหนาไปแทรกความอบอุ่นเข้าแทนที่ความเย็นเฉียบของมือคู่บางนั้นให้อีก ออกแรงเขย่าเบาๆสองสามทีพอเป็นพิธี เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเขินจนเกินไป
“หรือจะเรียกว่าฉ่อยก็ได้นะ” คนที่เอียนกับบรรยากาศที่ค่อยๆกลายเป็นสีชมพู เหน็บแนมขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะแสบแก้วหู เท้างามๆของซีวอนจึงถูกอัญเชิญมาทันทีที่จบประโยค ซึ่งคนถูกประทุษร้ายก็หลบได้อย่างสวยงาม
...ฉันรู้นะเว้ยว่าแกกำลังคิดอะไรอยู่ไอซีวอน แหม~ ตาเยิ้มเชียวนะแก
“เงียบไปเลยไอ้ฮีชอล” ซีวอนหน้ายู่ เบ้ปากอย่างขัดใจ แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มสดใสได้อีก เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะคนน่ารักตรงหน้าเขานี่ไง! “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับพี่ฮัน”
“เช่นกันซีวอน” เรียวปากบางคลี่ยิ้มหวานออกมาเต็มปาก เปลี่ยนให้โลกดูสดใสไปถนัดตา เเละก็ทำเอาใจของใครแถวนี้ถึงกับหยุดเต้นไปชั่วขณะเลยทีเดียว
หญิงสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มสนทนากระตุกแขนเสื้อซีวอนยิกๆ เมื่อรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความสนใจ เตรียมจะอ้าปากขัดถ้าไม่ติดว่าถูกมือหนุ่มหน้าสวยดึงตัวออกไปเสียก่อน ดวงตาโตดุปรายตามองนิ่งๆจนฮีบอนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ แล้วก็ได้ผล ฮีบอนขอตัวลากลับทันทีโดยไม่บอกกล่าว ถึงแม้อยากจะอยู่ต่อก็เถอะ แต่ว่าถ้าฮีชอลระเบิดขึ้นมาคงไม่ไหวเหมือนกัน ออกมาก่อนที่จะต้องแล่นไปหมอเสริมหน้าอีกรอบดีกว่าดันทุรังอยู่ต่อแล้วเสียโฉม...ไม่คุ้ม
“ชิ! ทีไอฮันเรียกพี่ฮัน แล้วทีฉันล่ะ ...ฉันแก่กว่าไอฮันอีกนะเว้ย!” เมื่อเห็นว่าฮีบอนลับตาไปแล้ว ฮีชอลก็อดที่จะแขวะสองหนุ่มที่กำลังอยู่ในโลกส่วนตัวไม่ได้
“ไม~ แกก็หัดทำตัวให้เป็นรุ่นพี่ที่ดีซะบ้างเซ่! แล้วขอร้องเหอะๆ อย่าทำท่าทางแบบนี้เลย ...มันอุบาทว์ลูกตาว่ะ” คนถูกขัดอารมณ์หันมาทำหน้าเซ็ง แต่น้ำเสียงยังคงสามารถดึงดูดอวัยวะเตะบอลได้เป็นอย่างดี
“ไอฉ่อย! แกตายซะเถอะ!!” และแล้วการวิ่งไล่จับของผู้ใหญ่สมองเด็กอนุบาลก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางหัวใจสองดวงที่ค่อยๆพองตัวขึ้น และความรักที่ก่อเกิดอย่างช้าๆ
- - -
“พี่ฮันคร๊าบบ~” เสียงเรียกที่คุ้มหูในหลายเดือนมานี้ ดังแว่วมาจากทางหน้าประตูคอนโด ร่างบางเจ้าของชื่อที่กำลังง่วนอยู่กับหนังสือในมือจึงจำต้องละออกจากหนังสือเล่มโปรดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทันทีที่เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน สิงโตขี้อ้อนก็วิ่งพลุบเข้ามาทันที
“มีอะไร...นายฉ่อย” ฮันเกิงเอ่ยปากถามร่างสูงที่วางของเสร็จปุ๊ป ก็พุ่งเข้ามาคลอเคลียปั๊บ ทำตัวอย่างกับเป็นปลิงไปได้
“ผมพึ่งกลับมาจากไทย ก็เลยซื้อของมาฝากพี่น่ะครับ” ซีวอนเอ่อพลางปล่อยมือออกจากเอวบางของอีกคน เอื้อมไปหยิบถุงที่หยิบติดมือมาเมื่อกี๊ขึ้นวางบนโต๊ะ ยกก้นถุงขึ้นเทเอาของในถุงออกมาโชว์ นึกๆก็ยังขำไม่หาย ตอนแรกที่ซีวอนรู้ว่าต้องไปประเทศไทยเพื่อติดต่องานให้คุณพ่อ เขานี่แทบจะบ้ากันไปเลย เพราะเจ้าตัวยุ่งนี่งอแงไม่ยอมลูกเดียว ร้อนถึงฮีชอลมาต้องปราบ ว่าถ้าไม่ยอมไปดีๆจะส่งเขากลับจีน สิ้นคำเท่านั้นแหละ ก็แทบจะวิ่งกลับบ้านเก็บกระเป๋ากันเลย คิกๆ
“กางเกงมวย?” ร่างบางเสียงสูงขึ้นถาม เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย อดหัวเราะให้กับความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าตัวซนนี่ไม่ได้ คราวที่แล้วไปญี่ปุ่นก็ซื้อผ้าเตี่ยวซูโม่มาให้ ความนี้ไปไทยซื้อกางเกงมวยมา นี่คราวหน้านายคงจะจองเวทีให้ฉันขึ้นสังเวียนเลยใช่ไหม
“พี่ใส่ให้ผมดูหน่อยสิ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่แววตากลับแพรวระยับไปด้วยความคิดเจ้าเล่ห์ นี่ถ้าไม่เงยหน้าขึ้นมามองคงจะไม่รู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงเป็นแน่!
“งั้นนายรอแปปนึง” ว่าแล้วจึงหันหลังจะเดินเข้าห้องนอนไปเพื่อทำตามคำขอ แต่มืออุ่นของคนวางแผนก็เกี่ยวแขนเขาเอาไว้เสียก่อน
“พี่จะอายทำไมล่ะครับ เราก็ผู้ชายเหมือนกันไม่ใช่หรอ” ซีวอนแอบยกยิ้มอย่างชั่วร้าย ต่อมความหื่นที่ถูกล็อคขังไว้ในวันแรกที่ได้เจอกัน ค่อยๆเผยตัวตนขึ้นมาทีละน้อย ดูท่าว่าแพนด้าน้อยของเราคงจะรอดยากแล้วล่ะทีนี้
ฮันเกิงพยักหน้าหงึกหงัก แล้วสวมกางเกงสีแดงน้ำเงินนั้นทับกางเกงยีนส์ด้วยใบหน้าไม่รู้ไม่ชี้ จนร่างสูงต้องหลุดหัวเราะออกมาเมื่อคนน่ารักรู้ทันในความคิดของตน
“นายไม่ได้เห็นขาอ่อนฉันหรอก” เจ้าของกางเกงมวยคนใหม่พูดขึ้นพร้อมปั้นรอยยิ้มไร้เดียงสา ตรงเข้าหยิกแก้มนิ่มของคนตัวสูงอย่างหมั่นเขี้ยว ซึ่งซีวอนก็ถือโอกาสนั้นรวบเองบางเข้าหาตัว ซบหน้าลงกับไหล่เล็กไถไปไถมา จนฮันเกิงดิ้นตัวเล็กน้อยด้วยอาการจั๊กจี้
“พี่รู้ใช่ไหม พี่เป็นพี่ที่ดีที่สุดของผมเลยนะ” หยั่งเชิงถามเพื่อดูอาการของฮันเกิง
แวบแรกที่ได้เจอ เขาบอกได้คำเดียวว่าอยากจะปกป้องดูแลคนๆนี้ไปชั่วชีวิต ถึงแม้มันจะเป็นแค่เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ความรักก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน กับใคร หรือเวลาใด ซึ่งถ้ามันจะเกิดขึ้นกับชเว ซีวอนคนนี้บ้าง...ก็คงจะไม่แปลก
แต่เขาก็ยังไม่กล้า ไม่กล้าพอที่จะเปิดเผยความรู้สึกลึกซึ้งที่แท้จริงออกไป จึงทำได้เพียงแต่เก็บซ่อนมันเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจ และหวังให้คำว่า‘พี่ชาย’ยังสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการกระทำแบบถึงเนื้อถึงตัวเช่นนี้ได้อยู่
ร่างที่อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นยกมือขึ้นลูบผมซีวอนอย่างเบามือ หยุดหายใจเล็กน้อย เพื่อกลืนเอาความรู้สึกบางอย่างลงคออย่างยากลำบาก
เขาเป็นอะไรไป ความรู้สึกแบบนี้มันเรียกว่าอะไร เจ็บหรือ? มันก็ไม่ใช่ ...ก็แค่รู้สึกแปลบในอกเท่านั้นเอง
แล้วจริงๆ...เขาต้องการคำว่าอะไรกัน?
“ฉันก็เห็นนายเป็นน้องชายที่ดีที่สุดเหมือนกัน”
- - -
แม้ความรู้สึกที่มีต่อกันจะยังคงเก็บงำกันไว้ ต่างฝ่ายต่างเก็บซ่อนไม่กล้าเปิดเผย แต่ซีวอนก็ยังคอยดูแลเอาใจใส่ และออดอ้อน‘พี่ชาย’ที่แสนดีของเขาอยู่ไม่เปลี่ยน รอยยิ้มหวานฉบับเจ้าตัวยุ่งยังคงมีให้แก่ร่างบางอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
แต่กระนั้นก็ตาม ฮันเกิงกลับกลัวใจตัวเองยิ่งกว่าอะไร กลัวว่าถ้าสักวัน...ไม่อาจเก็บความรู้สึกเกินพี่น้องนี้ไว้ได้ ทุกอย่างจะแย่ลง
เพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ให้สะบั้นลง ที่ทำได้...จึงมีแค่การตีตัวออกห่างเท่านั้น มันจึงกลายเป็นฮันเกิงกับฮีชอลที่มักจะอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่ซีวอนกับฮันเกิงดังเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว
- - -
“ซีวอน คบกับฉันเถอะนะ” เสียงใสหวานติดจะดัดจริตของฮีบอนดังทะลุปล้อง ทำเอาฮันเกิงและฮีชอลที่นั่งทำงานอยู่แถวนั้นหันขวับมามองอย่างช่วยไม่ได้
ซีวอนหันมองหน้า‘พี่ชาย’ที่กำลังรอฟังคำตอบอยู่ไม่ไกล แววตาตัดพ้อฉายชัดเต็มดวงตา และยิ่งน้อยใจขึ้นไปอีกเมื่อคนตัวเล็กยักคิ้วให้เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร
เขา...ควรจะทำอย่างไรดี
“ครับ” คำตอบสั้นๆจากปากร่างสูงทำให้ฮันเกิงอดไม่ได้ที่จะหันหน้าหนี ความรู้สึกต่างๆที่เคยปิดกั้นกลับยิ่งถูกกดลึกลงกว่าเดิม ความเป็นไปได้ในการสมหวังลดลงเกินศูนย์
...อย่างนี้เขาคงไม่มีสิทธิ์แล้วสินะ
“เย้~ ซีวอนน่ารักที่สุดเลย~” ฮีบอนโผกระเข้ากอดคนตอบตกลงอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงบ่งบอกถึงความดีใจส่งออกมาพร้อมกับการหัวเราะชอบใจในสิ่งที่ปรารถนา ริมฝีปากฉาบลิปสติกสีแดงสดวาดยิ้มกว้างเต็มใบหน้า
“ดีใจด้วยนะครับฮีบอน ...ซีวอน” หนุ่มจีนตะโกนข้ามฝากโรงอาหารมาแสดงความยินดี
ถึงแม้ว่าจะยืนห่างกันไม่ไกล แต่ความรู้สึกปวดร้าวภายในมันกลับยิ่งขีดกั้น ให้เขาสองคนอยู่ห่างกันไกล...แสนไกล ทั้งๆที่ใจตรงกัน แต่ในเมื่อไม่มีใครพูด ไม่มีใครเอ่ยปากออกมา ทั้งสองก็ต้องเจ็บ ทั้งที่จริงๆแล้ว...การรักษานั้นมันง่ายนิดเดียว
“ขอบคุณมากครับพี่ฮัน” ความรวดร้าวและแตกสลายของหัวใจถูกปิดทับด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม ร่องรอยแห่งความเศร้าหมองฉายเด่นชัดกว่าความดีใจที่แสร้งแสดง น้ำตาที่มองไม่เห็นเจื่องนองอยู่ภายใจแทบล้นทะลัก ใบมีดคมกริบที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมาต่างเสียบแทงเข้ากลางใจกันและกันโดยไม่รู้ตัว...
“นายทำอย่างนั้นทำไมน่ะฮัน” บุคคลที่เฝ้าดูเหตูการณ์อยู่กับฮันเกิงเอ่ยถามเสียงเรียบ นัยน์ตาคมหวานมองตาคู่รักคู่ใหม่ที่เดินควงกันหายลับไป อดไม่ได้กับพฤติกรรมอันน่าระอาของคนทั้งสอง
คนนึงก็เพื่อน คนนึงก็น้อง
โอ๊ย~ ทำไมมันถึงงี่เง่ากันอย่างนี้~!
“ฉันทำอะไร” อีกฝ่ายตีหน้าเหรอหรา ไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่แววตากลับสะท้อนความเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจน แพขนตาสวยเริ่มพริ้มด้วยหยาดน้ำตาใส ที่กำลังจะกลายเป็นสายธารแห่งความหม่นหมอง แต่เจ้าตัวก็สามารถปกปิดความอ่อนแอไว้ได้ทันท่วงที
“ก็รู้อยู่แก่ใจ นายมันโง่”
“เราเป็นแค่พี่น้อง...อย่างมากที่สุด เค้าก็คิดกับฉันแค่พี่”
“เฮ้อ~ โง่ทั้งคู่” ฮีชอลกล่าวสั้นๆพร้อมกับเดินจากไป ทิ้งให้ฮันเกิงนั่งจมอยู่ในความเดียวดาย
โดดเดี่ยว...แทบขาดใจ
- - -
“พี่ฮัน” เสียงทุ้มที่ห่างหายไปนานกระซิบขึ้นข้างหู ดวงหน้าขาวที่ฟุบอยู่กับหนังสือเล่มหนาค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ในมุมสงบของลานมหาวิทยาลัยอันร้างซึ่งผู้คนดูเงียบสงัด มือบางยกขยี้ตาเบาๆให้หายเพลีย ปิดปากหาววอดๆสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอด แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นใครตรงหน้า ฮันเกิงรีบลุกขึ้นเตรียมจะเดินหนี แต่ก็ถูกร่างสูงรั้งเอวไว้เสียก่อน เจ้าของวงแขนวางร่างบางไว้บนตักของตน แล้วสอดประสานมือหนาไว้ตรงเอวคนตรงหน้า ฝังหน้าคมไว้บนไหล่เล็กคลอเคลียกับกลุ่มผมนุ่มสลวยอย่างออดอ้อน
“พี่เลิกหนีผมได้ไหม พี่รู้ไหมว่าผมทรมานแค่ไหน”
“...” เงียบ ถึงแม้จะเงียบ แต่หลังจากที่ไปทบทวนเรื่องราวต่างๆมาหลายวัน ซีวอนก็ตัดสินใจที่จะคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าฮันเกิงก็คิดกับเขาเกินพี่น้องเช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาควรจะลุยต่อไปเลยใช่ไหม …เพราะผลที่จะได้รับมันคุ้มค่าเกินที่จะคิดถึงคำว่าเสีย
“ผมคิดถึงพี่จนใจแทบขาด”
“นายมีฮีบอนอยู่แล้ว คงไม่มานั่งเสียเวลานึกถึงพี่ชายอย่างฉันหรอก” แม้จะเป็นเพียงคำพูดราบเรียบ แต่คนฟังก็จับได้ถึงกระแสแห่งความน้อยใจที่ปนมา
“ผมงอนพี่ ผมประชดพี่ พี่ก็รู้” หยุดสูดหายใจฟืดใหญ่เข้าเต็มปอด กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดให้คนถูดกอดรับรู้ “พี่รู้ด้วยใช้ไหม ว่า...สำหรับผมแล้ว พี่ไม่ใช่เพียงแค่พี่ชายที่ดีที่สุด”
“…ทำไม…” เสียงหวานอ่อนลงอย่างชัดเจน ตาเรียวรีหลุบลงต่ำเพื่อรอฟังประโยคถัดไป
“เพราะพี่...เป็นหัวใจของผม ผมรักพี่นะครับ” สิ้นประโยคอันอ่อนหวาน แหวนสีเงินแวววับก็ปรากฏอยู่บนนิ้วเรียว ความอบอุ่นจากริมฝีปากอิ่มแผ่เข้าแทนที่ไอเย็นของโลหะวาว
หยดน้ำตาแห่งความดีใจรินลงมาเป็นทางจากตาคู่สวย ฮันเกิงสะอื้นกับตัวเองเบาๆ พลางวาดยิ้มอันตื้นตันประดับบนใบหน้าที่เคยเศร้าหมอง เมฆหมอกแห่งความเสียใจค่อยๆสลายตัวไป เปิดทางให้แสงอาทิตย์สดใสสาดส่องมาที่ใจอันบอบช้ำ กระตุ้นมัน...ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่
แต่ซีวอนไม่เห็น...ไม่เห็นความสุขที่มีของฮันเกิง ได้ยินเพียงเสียงร่ำไห้อันโศกเศร้าของคนที่เขารักเท่านั้น เขาจึงทำได้เพียงกล้ำกลืนความรู้สึกของตัวเองไว้กับตัว พยายามทำใจที่จะสู้...กับความจริง ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“พี่ฮัน...อย่าร้องไห้เลยนะ ถ้าพี่เสียใจ ขอให้พี่จงลืมมันไปเถอะ ขอให้นึกว่าผมไม่เคยพูด ไม่เคยบอกคำนั้นให้พี่ฟัง ขอร้องเถอะนะ...คนดี” มือหนายกขึ้นลูบเลือนผมนุ่มราวปลอบประโลม พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา แต่มัน...ก็ยากเหลือเกิน
เขายังจะสามารถใช้คำว่า‘พี่ชาย’ได้อีกไหม...ไม่เลย
.
.
.
“แล้ว...ใครบอกว่าฉันเสียใจล่ะ” ฮันเกิงเปล่งเสียงออกมาด้วยความสั่นเครือพลางบังคับให้กลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก
“อ่าว” อึ้งไปสักสองส่วนสามวินาที แล้วก็ต้องหัวเราะพรืดออกมาเมื่อได้ยินประโยคถัดไป
“อึกๆ...ฉันดีใจต่างหากเล่า” ความรู้สึกดีใจถูกสูบฉีดจนอึดอัดไปหมด เหมือนลูกโป่งที่บรรจุแก๊สแห่งความสุขไว้เต็มอัตรา หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบระเบิด
คนขี้แยยกมือขึ้นปาดน้ำตาป้อยๆ ทำเอาซีวอนอดไม่ได้ที่จะโฉบจมูกลงสูดกลิ่นหอมอ่อนๆที่คุ้นเคยอีกครั้ง
แต่น่าแปลกที่ครั้งนี้...เจ้าของแก้มใสไม่หลบหลีกเหมือนเช่นทุกที กลับยอมให้เจ้าคนฉวยโอกาสไล้ปลายจมูกกับแก้มตนต่อไปโดยไม่ขัดขืน โดยที่ทั้งคู่หารู้ไม่ว่า...ความรักที่ยิ่งเป็นความลับ จะเป็นความรักที่ถูกทะนุถนอมด้วยหัวใจ นานเข้าก็กลายเป็นสายใยความรักอันเเนบเเน่นเเต่กลับบอบบาง เเม้นเมื่อมีสิ่งใดมากระทบก็สามารถเเตกสลายลงได้อย่างง่ายดาย และยังสร้างรอยร้าวที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นหลักฐาน เหมือนกับจะยิ่งตอกย้ำการกระทำนั้น ให้ติดตรึงเป็นตราบาป ...ในดวงใจอันอ่อนแอ
- - -
รุ่งเช้าวันต่อมา เสียงนกแข่งกันร้องเพลง ผสานกับสองเสียงที่ดังลอดประตูไม้บานใหญ่ออกมา
“อ่า~…ซะ...ซีวอน...ชะ...ช่วย...ช่วยฉันด้วย...อ่าาา~” น้ำเสียงหวานเจือกระเส่าร้องเรียกหาร่างสูงอย่างทรมาน แพขนตางอนพริ้มไปด้วยน้ำตา ...ไม่ไหวแล้ว
“ใจเย็นๆนะครับพี่ ไม่ต้องเกร็งนะ หายใจเข้าลึกๆ” เจ้าของชื่อพยายามทำให้ร่างบางรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ค่อยๆไล้มือลูบไปตามขาเนียน เร่งเพิ่มจังหวะขึ้นเมื่อเห็นว่าฮันเกิงจะทนไม่ไหวแล้ว
“อ่าาาา~…ซืดด...ฮึก!! เจ็บ!!! ฮือออ” ฮันเกิงตะปบมือลงบนเตียงนุ่ม มือเล็กกุมขยำผ้าปูที่นอนสีขาวไว้แน่นเพื่อระบายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
สั่นสะท้าน...รวดร้าวไปทั้งตัว
“ไม่เจ็บนะคนดี เดี๋ยวก็จะไม่เจ็บแล้วนะครับ” ซีวอนบรรจงจูบลงไปบนหน้าผากมนที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่ออย่างอ่อนโยน เกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าออก เผยให้กรอบหน้าขาวโผล่พ้นออกมาเต็มใบหน้า สายตาแห่งความรักส่งไปให้คนน่ารักอย่างมีความหมาย
“ฮืออๆ~ กะ...กะ...ใกล้แล้ว...อ่ะ!...ชะ...ชะ...อึกๆ...ชะ...ช่วยด้วย...ตะ...ตะคริว...ตะคริวกินแล้ว! ช่วยด้วย~” เมื่อไม่มีใครช่วยได้ อาการเหน็บชาบริเวณขาในตอนแรก ก็เปลี่ยนเป็นตะคริวไปเรียบร้อยแล้ว!
“พี่ก็อย่าเกร็งสิครับ ยิ่งเกร็งยิ่งเจ็บนะ พี่อยู่เฉยๆสิ”
“ก็มันเจ็บอ่ะ ตะคริวนะไม่ใช่ยุงกัด โฮ~” นายก็สั่งๆๆอยู่นั่นแหละ คิดว่ามันง่ายมากหรือไง ชิชะ! มาลองเป็นเองดูบ้างไหมล่ะ
“ผมบอกเเล้วให้ห่มผ้าหนาๆ ตรงที่พี่นอนมันหนาวมากนี่ครับ” ซีวอนเอ่ยเสียงดุ เเม่คนที่สองของฮันเกิงได้เกิดขึ้นเเล้วครับ “ยังดีนะที่เเค่เป็นตะคริว ถ้าไม่สบายขึ้นมาเเล้วจะยุ่ง ยิ่งใกล้สอบอยู่ด้วยช่วงนี้”
“ฮืออ~ ฉันขอโทษ” ฮันเกิงตีหน้าสำนึกผิด ฟันซี่ขาวขบเบาๆบนริมฝีปากบางเพื่อกั้นความปวดเอาไว้ เสหลบตาลงไม่ยอมสบกับคนที่จ้องอยู่ เเต่จ้องนานเข้าก็มีอาการอายกันบ้างเหมือนกัน ฮันเกิงจึงพยายามดิ้นให้เป็นอิสระจากมือของร่างสูงเพื่อเเก้เขิน เเละนั่นก็ทำให้การช่วยเหลือของซีวอนมีอุปสรรคมากมายเหลือเกิน
เฮ้อ~ มันน่าตีจริงๆน้า
“อย่าดิ้นสิ เดี๋ยวจูบนะ” ได้ผล ทันทีที่ได้ยินเท่านั้นเเหละ ฮันเกิงก็หยุดการกระทำทั้งหมดทันที มือหนาจึงสามารถค่อยๆดัดปลายเท้าให้ได้สะดวกขึ้นหน่อย “ก็เเค่เนี่ยอ่ะ”
“อ๊ากกก…!!! เจ็บๆๆๆ”
“เดี๋ยวก็หายเเล้ว ปวดนิดเดียวนะครับคนเก่ง” ราวกับเป็นยาวิเศษ ความทรมานเมื่อครู่กลับหายเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าประหลาด ปากที่กำลังเบ้อยู่เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใส เเต่พอซีวอนหันขึ้นมามอง ก็รีบเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มน้อยๆเเทน
“ไม่เจ็บเเล้วใช่ไหมครับ”
“อืม”
“ฮิๆ เเล้วรางวัลล่ะครับ” ไอเด็กหัวฟูได้ทีทวงรางวัล หัวเราะชอบใจเล็กน้อยพร้อมกับชี้นิ้วจิ้มจึกๆตรงแก้มที่กำลังพองลมอยู่ และแล้วแก้มของอีกคนก็ขึ้นสีแดงระเรื่อในบัดดล ฮันเกิงเสหน้าไปทางอื่นทำทีไม่สนใจ “ถ้าช้าสองทีน้า~”
เรียวตาคมเป็นประกายวาววับ พร้อมทั้งชะโงกหน้าเข้าใกล้ใบหน้าที่เบือนหนี โอกาสเเบบนี้มาบ่อยๆเมื่อไหร่กัน ฉะนั้นต้องเอาให้คุ้ม! นิ้วเดิมจิ้มย้ำลงบนเเก้มตัวเองอีกหลายที เมื่อเห็นว่าฮันเกิงหันมาสนใจตนบ้างเเล้ว กระเถิบห่างออกมาหน่อยเพื่อให้หายใจกันได้สะดวกขึ้น
"งั้นหลับตาก่อน" ฮันเกิงสั่ง ซีวอนก็รับบัญชาอย่างว่าง่าย ...ต้องยอมไอเด็กบ้านี่อีกเเล้วใช่ไหมเนี่ย
จุ๊บ!
รวดเร็วปานสายฟ้า สัมผัสเเผ่วเบาเกิดขึ้นเป็นเวลาไม่ถึงเสี้ยวของสิบยกกำลังลบล้านวินาที ฟังดูเหมือนจะเว่อไปนิด เเต่ที่เว่อกว่านั้นมันไม่ได้อยู่ที่เวลา ...มันอยู่ที่ปาก ไม่ใช่ที่เเก้ม!!
ซีวอนลืมตาโพล่งขึ้นมาเเทบจะทันทีที่สมองสามารถประมวลผลได้ หมายจะมองคนที่มอบสัมผัสหวานให้ เเต่ก็ช้าไปเสียเเล้ว เพราะฮันเกิงนั้นวิ่งหายลับไปตั้งนานเเล้ว เขาจึงได้เเต่หัวใจพองโต เริงร่าเป็นคนบ้าหัวฟูอยู่คนเดียว เอิ๊กๆ
- - -
วันเวลาล่วงเลยมานานนับปี เเต่ความรู้สึกของทั้งคู่...ยังคงดำเนินอยู่บนความก้ำกึ่งระหว่างความสุขกับความทุกข์
เเม้การที่ทั้งสองคนรักกัน จะทำให้พวกเขาเจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่ เพราะนอกจากจะต้องคอยปิดบังใครต่อใคร เเล้วยังจะต้องโกหกทุกคนที่ถามไถ่เรื่องราวน่าสงสัย เเต่ซีวอนเเละฮันเกิงต่างเต็มใจยอมรับมัน ยอมเเบกรับความเหนี่อยล้าเอาไว้... ถ้าทั้งหมดมันทำให้ความรักนั้นคุ้มค่า ดีกว่าที่ว่ายอมต่างคนต่างไป เเล้วต้องทนทุกข์ทรมาน...ร้องไห้อยู่คนเดียว...ใช่ไหม?
"ซีวอน~" เสียงหญิงสาวที่เรียกได้ว่า'เเฟน'ร้องทักทายชายหนุ่มอยู่อีกฝากของถนน
ช่วงเเรกของการคบกัน ทุกสิ่งที่ทำลงไปมันเป็นเพียงหน้าที่ หน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบสำหรับฐานะที่ตนเป็นอยู่ เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าฮีบอนจะมีความสุขเเค่ไหนที่ได้รับ พันธนาการจากคำสั้นๆผูกมันเขาไว้จนน่าอึดอัด เเต่ภายนอกกลับต้องประดับด้อยรอยยิ้มอันเสเเสร้งส่งให้เธอเสมอ
เเต่กระนั้น...มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถมอบให้ได้...จากร่างอันไร้ซึ่งหัวใจ
"ครับ" เเม้จะไม่เต็มใจ เเต่ก็ต้องขานรับด้วยใบหน้ากึ่งยิ้ม อีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆเหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มร่างสูง พลางนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมา
"เราใจร้ายกับเธอมากไปเเล้ว" ฮันเกิงเอ่ยพลางพ่นลมหายใจออกอย่างท้อแท้ ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองท้องฟ้า ให้น้ำตามันไหลลงไปในหัวใจ เขาควรจะเลือกอะไรดี ระหว่างความรักกับความถูกต้อง "บางทีมันทำให้ฉันรู้สึกว่า ที่เรากำลังทำอยู่มันช่าง...บาปกรรม"
คนตัวสูงกว่าหันหน้ากลับมามองร่างบางที่ก้มหน้ามองพื้นถนน ...ในเมื่อฟ้าไม่ยอมเช็ดน้ำตาให้ ก็คงต้องปล่อยให้มันไหลไปอย่างอ่อนล้า
"งั้นผมจะเลิกกับเค้า...จะให้มันจบลงเเค่นี้"
...TBC...
Author 's talk : น้อยไปมั๊ยอ่ะ
พิมๆไปก็รู้สึกว่ามันน้อยจังเอาเยอะกว่านี้มั๊ยฮะ
อยากได้ยังไงบอกได่เน้
ไอตอน'อ.อ่าง'อ่ะ มันมีที่มา...
วันนึงผมยื่นกระดาษให้เพื่อนเเผ่นนึง เเล้วบอกว่า'เเต่งต่อให้หน่อย หมดมุก'
เเล้วมันก็เขียนมาให้เเต่'อ.อ่าง'ทั้งนั้น
ผมก็เเบบว่า เเกจะเอาจิงหรอ
มันก็บอกเออ ผมก็เลยเเต่งออกมาเป็นเเบบนี้
ไม่อยากให้มันติดเรทจนถูกเเบน เอิ๊กๆๆๆ
ขอบคุนฮ๊าฟฟฟฟฟฟฟฟ~~!!
edit @ 19 May 2008 14:15:51 by -nO+n@mE*