[Fic]Imprecated Love[chapter 2]
posted on 18 May 2008 19:10 by nonam3-nothing in ImprecatedLove
Title: Imprecated Love
Author: ahana & sweetmeatball & dog-*-dag & -nO+n@mE*
Couple: Choi siwon x Han geng ft. Kibum x Heechul
Rating: NC-15
Genre: drama
Status: chapter 2
enjoy...
Chapter 2
เสียงกระซิกร่ำไห้ดังก้องไปในบริเวณห้องนอนกว้าง ร่างๆหนึ่งทรุดตัวลงนั่งบนพื้นเย็บเฉียบ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่หน้าหนาว แต่อากาศในยามค่ำคืนอย่างนี้ก็สร้างความหนาวเย็นให้ได้ไม่แพ้กัน กรอบหน้าเปื้อนความโศกเศร้าซุกหน้าซับน้ำตาลงบนเข่าจนตัวโยน หลั่งรินความเจ็บปวดในจิตในออกมาโดยไม่มีท่าทีว่าจะหมด
ในที่สุดก็จากมาได้แล้วสินะ ไม่นึกเลยว่ามันจะโหดร้ายถึงขนาดนี้ ไม่นึก…ว่าพอจากเจ้าเด็กนั้นมาจริงๆ แล้วจะถวิลหามากมายถึงเพียงนี้
เพราะรู้…วันนี้เป็นวันครบรอบวันแรกที่เราเจอกัน เพราะรู้…จึงได้แกล้งลืม ทำเหมือนไม่ใส่ใจมัน เพราะรู้…ถึงได้เลือกที่จะหยุดทุกอย่างให้จบเพียงเท่านี้
สายตาอันรักใคร่
น้ำเสียงอันอ่อนโยน
นัยน์ตาอันห่วงใย
อ้อมกอดอันแสนอบอุ่น
อีกแค่ไม่นาน…ก็คงจะไม่ได้อยู่ข้างกันอีกแล้ว
…แค่คิดถึง ก็ปวดร้าวไปทั้งหัวใจ
ถ้าเลือกได้ ขอตายอยู่ตรงนี้คนเดียวยังจะดีซะกว่า ขอสิ้นสุดความเลวของเขาทั้งหมด ไว้เพียงเท่านี้เถอะ ไม่น่าเลย …
---
สายฝนโปรยปรายลงมาประหนึ่งว่ากำลังร้องไห้ ร้อง…ให้กับความเศร้าสร้อยทั้งปวง ย้ำซ้ำให้ค่ำคืนที่เงียบเหงายิ่งดูหม่นหมองลงไปอีกทันตา ผู้คนมากมายกำลังหาที่กำบังสายฝนเหล่านั้น ราวกับว่าถ้าโดนน้ำฝนเพียงน้อยนิด ความทุกข์ของท้องฟ้า…คงจะมาตกอยู่ที่เขาเป็นแน่ สายน้ำสาดกระเซ็นจากแอ่งน้ำขนาดเล็กบนทางเท้า กระแสลมกระโชกแรงพัดพาความหนาวเหน็บเข้ามา ปะทะร่างเหม่อลอยที่เดินออกมาจากคอนโดอีกครั้ง ทั้งที่พึ่งกลับมาได้ไม่ไม่นาน
ประชดชีวิตหรือ…คงไม่ใช่ เพียงแต่อยากให้สายฝนที่ตกลงมา ช่วยชะล้างเอาน้ำตามราเอ่อขังอยู่ในบึ้งหัวใจ ไหลออกไปให้หมดเสียที
“พี่ฮัน” เสียงนุ่มทุ้มคุ้นหูร้องเรียกร่างบางที่นั่งขดตัวอยู่บนม้านั่งในสนามบาสของมหาวิทยาลัย …สถานที่แห่งความทรงจำของเขาทั้งสอง
“พี่ฮัน” ย้ำเรียกอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ พร้อมกับพาตัวเองเข้าไปใกล้บุคคลที่กำลังตามหาอยู่ช้าๆ ถึงแม้จะอยู่ไม่ไกลจากเจ้าตัวนัก แต่ด้วยพายุฝนและเสียงฟ้าร้องอันแสนเกลียดของตน ก็เป็นอุปสรรคต่อทัศนวิสัยการมองและการสื่อสารไม่น้อย
ฮันเกิงเงยหน้าขึ้นมองเม็ดฝนที่ขาดช่วงไปเพราะร่มคันใหญ่บนหัว เปลือกตาบวมช้ำแลสบตาเจ้าของร่มสีดำอย่างว่างเปล่า
“มาทำไม…กลับไป” แม้จะอ่อนแรงจนแทบทรุด แต่ก็ยังคงทำปากดี ใจแข็งสั่งไล่อีกคนกลับไป ทั้งที่จริงๆแล้ว อยากเห็นหน้าใจจะขาด
“กลับบ้านเถอะครับพี่ เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ” เสื้อแจ็คเก็ตตัวหนาถูกจัดแจงให้อยู่บนไหล่บางอย่างนุ่มนวล รอยยิ้มอบอุ่นคลี่ยิ้มให้ฮันเกิงเหมือนปกติ
มือ…อยากจะโยนคืนกลับไป
แต่ใจ…อยากจะครองครองมันไว้นานๆ
“…” ดวงหน้าหวานเมินหนีไปอีกทางเพื่อบังคับใจที่กำลังสั่นไหวอยู่ ไม่ให้หวั่นไหวไปกับลมปากหวานๆขอคนๆนี้อีกครั้ง เพราะมันจะทำให้เกราะกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อโอบล้อมหัวใจบอบช้ำ ค่อยๆกร่อนลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว
“ถ้าพี่ไม่กลับดีๆ ผมจะอุ้มพี่กลับนะ” ร่างสูงกระซิบลงที่ข้างหูคนรั้น ไร้วี่แววของการล้อเล่น แต่กระนั้นฮันเกิงก็ยังทำทีไม่สนใจ
ขอร้องล่ะ…นายอย่าอยู่ใกล้ฉันอีกเลย
“อ๊ะ!!” ตัวบางถูกยกลอยขึ้นไปบนบ่าขอซีวอนอย่างไม่ทันตั้งตัว กำปั้นเล็กรัวลงไปบนแผ่นหลังแกร่งด้วยแรงทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ แต่ก็ไร้ผล
“อย่าดิ้นเลยครับพี่ฮัน ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่ปะ…”
Tlu Tlu Tlu Tlu T…
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดการสนทนา เจ้าของเครื่องนั้นจึงต้องหยิบขึ้นมารับอย่างเสียไม่ได้
“หวัดดีซีวอน” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วลั้นมาตามสาย บ่งบอกได้ว่าอีกฝ่ายกระดี้กระด้าแค่ไหนที่มีคนรับสายเสียที ซึ่งอาการอย่างนี้ไม่เดาก็รู้ว่าคนที่โทรมานั้นเป็นใคร
“ฮีบอน…”
มือเล็กที่รัวทุกอยู่หยุดชะงักทันที ใช้จังหวะทีเผลอดิ้นหลุดออกจากพันธนาการได้สำเร็จ ขาเรียวพยายามวิ่งหนี แต่มือที่เคยรั้งนั้นก็กระชับเอวบางไว้ได้ทันท่วงที ทั้งที่อยากจะโวยวายนัก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะถ้าปลายสายรู้คงแย่แน่ เขาไม่อยากทำให้ใครเจ็บปวดอีก แค่เขาคนเดียวก็เพียงพอแล้ว…
“ฮีบอน…ตอนนี้ผมไม่ว่าง แค่นี้ก่อนนะ” เสียงทุ้มกรอกเสียงใส่โทรศัพท์โดยไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามพูดอะไรอีก ปิดมือถือเพื่อตัดรำคาญไปด้วย เห็นก็รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับคนในอ้อมแขนมากกว่าใคร
“ปล่อยฉัน” น้ำเสียงเฉียบเย็นสั่งขึ้นในทันทีที่เห็นว่าโทรศัพท์เครื่องเล็กถูกหย่อนกลับไปในที่ๆมันเคยอยู่ สายตาแข็งกร้าวทอดมองลึกลงไปในดวงตาคม แต่ทว่าซีวอนกลับไม่สนใจคำสั่งนั้น แถมยังยกฮันเกิงขึ้นบ่าอีกครั้ง แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย
“พี่ตัวร้อนนะ” หน้าผากเนียนวางทาบลงไปเพื่อวัดไข้คนดื้อบนเตียง หลังจากยื้อยุดฉุดกระชากตัวฮันเกิงกลับบ้านตนอยู่นาน ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ
“ช่างฉัน” มือบางดันหน้าซีวอนออกแล้วพลิกตัวหันหลังอีกทาง เนื้อผ้าบางเปียกชื้นเรียบชิดผิวเนียน ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศส่งผลให้ฮันเกิงสั่นเล็กน้อย ริมฝีปากอมชมพูแปลเปลี่ยนสีม่วงคล้ำ แต่แลดูกลับซีดขาวไหวระริกจนน่ากลัว เปลือกตาบวมช้ำพยายามข่มตาปิดให้อยู่ในนิทรา
“งั้นเดี๋ยวผมมานะครับ” ซีวอนเกลี่ยปอยผมชื้นออกจากหน้าผากเล็ก ก่อนจะบรรจงจูบลงไปอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงค่อยเดินเลี่ยงออกมา เพื่อไปหยิบสิ่งของที่ต้องการ
ภายในเวลาไม่นาน ร่างสูงก็กลับมาพร้อมกับกะละมังใส่น้ำอุ่น และชุดนอนตัวเล็กที่สุดเท่าที่จะหาได้ นิ้วเรียวไล้ปลดเสื้อผ้าของร่างบางอย่างทุลักทุเลเนื่องจากแรงขัดขืน ผิวขาวละเอียดเผยประจักษ์แก่สายตา จนซีวอนต้องลอบกลืนน้ำลายไปหลายที ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดค่อยๆลากผ่านผิวนั้นอย่างเบามือ ซึ่งความอุ่นจากน้ำก็ช่วยบรรเทาความหนาวไปได้ส่วนหนึ่ง
หลังจากการเช็ดตัวอันยาวลำบากผ่านพ้นไป ชุดนอนตัวโคร่งก็ถูกสวมให้แก่คนตัวเล็กอย่างยากลำบากไม่แพ้ตอนแรก ยาเม็ดใหญ่สองเม็ดถูกถือมาพร้อมกับน้ำแก้วโต จนฮันเกิงที่ไม่ถูกกับไอพวกเม็ดกลมๆพวกนั้นต้องเบ้หน้าหนี ซึ่งการกระทำน่ารักแบบนี้ก็เรียกรอยยิ้มจากร่างสูงได้ไม่น้อย
“ยาครับพี่ฮัน” ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลที่ท่านเรียก “ถ้าพี่ไม่กินเอง เดี๋ยวผมป้อนพี่เองนะครับ”
“…” ยังคงเงียบเช่นเดิม ไร้การตอบรับและปฏิกิริยาโต้ตอบ
“ผมไม่ล้อเล่นนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนใจ ถึงแม้จะใจดีก็แล้ว จะดุก็แล้ว แต่ก็ไม่มีท่าทีที่ว่าคนที่พูดด้วยจะหันกลับมาสนใจสักนิด
ก็รู้หรอกฮันเกิงไม่ชอบกินยามาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะบังคับให้กินยาสักทีก็แทบหืดขึ้นคอ
แต่ถ้าคราวไม่กิน...ก็คงจะต้องป้อนจริงๆล่ะนะ
“อ่ะ!...” โดยไม่ทันตั้งตัว ปากอิ่มโน้มลงประกบเข้ากับกลีบปากเรียวที่ดื้อดึง ดวงตากลมสีนิงใสเปิกโพล่งขึ้นอย่างตกใจ พยายามทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งทุบคนตัวโตออกไปสุดแรง แต่ก็ไร้ผลสิ้นเชิง
ความอ่อนเพลียบวกกับแรงอารมณ์ที่เริ่มประทุขึ้น ส่งผลให้เปลือกตาบางค่อยๆซ่อนนัยน์ตาคู่หวานให้สั่นไหวอยู่ภายใน ค่อยๆปล่อยร่างกายไปตามความเคลิ้มเคลิ้มและความต้องการ แรงขัดขืนในตอนแรกแปลเปลี่ยนเป็นโอนอ่อน วงแขนบอบบางเอื้อมโอบลำคอแข็งแรงไว้อย่างโหยหา
...จะผิดไหมถ้าเขาจะขอตามใจตัวเองอีกสักครั้ง ถึงแม้มันจะผิดเกินให้อภัย แต่เขายอม...ยอมให้ตราบาปนั้น...คืนสนอง ด้วยความเต็มใจ
เรียวลิ้นชื้นดุนดันริมฝีปากเล็กให้เปิดออก จัดแจงส่งยารสขมเข้าไปในโพรงปากเล็กอย่างชำนาญ ตามด้วยน้ำแก้วโตที่ถูกประคองให้รินลงคอร่างบางอย่างเบามือ แต่กระนั้นก็ยังทำให้คนป่วยสำลักน้อยๆ น้ำที่ควรจะไหลผ่านลงไปกลับล้นออกมาตามมุมปากที่เผยอออก รินไหลไปตามลำคอระหงส์ที่โพล่พ้นอาภรณ์ ซึ่งซีวอนก็ก้มลงลากลิ้นสากดูดซับน้ำกลับมาได้หมดจด
หลังจากที่ไอเอาน้ำที่ไหลลงผิดช่องออกไปหมดแล้ว ฮันเกิงก็พยายามสูดลมหายใจเข้าออกอย่างรวดเร็ว กอบโกยเอาออกซิเจนที่เสียไปเข้าปอด ก่อนที่จะขาดอากาศหายใจตายเสียก่อน ดวงหน้าหวานแดงก่ำด้วยพิษไข้หอบถี่ ไรผมข้างหูพรายไปด้วยเม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ แพขนตาสวยที่รื้นน้ำตาช้อนลูกแก้วสีดำขลับขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างเย้ายวน ประการเสน่หาฉายแวววับเต็มดวงตากลมใส
ตอนนี้...สติของฮันเกิงได้หลุดออกไปแล้ว
“พี่อย่าทำหน้าแบบนี้สิครับ” ซีวอนเบนหลบสายตาหวานเชื่อมด้วยใจสั่นๆ พยายามบังคับให้มันผ่อนจังหวะการเต้นที่จวนจะระเบิดออกมา กัดฟันแน่นพยายามสกัดความต้องการทั้งหมดเอาไว้ ถึงแม้จะยากแค่ไหนก็ตาม...เขาไม่อยากฉวยโอกาส ไม่อยากให้คนที่เขารัก ต้องเกลียดเขาไปมากกว่านี้ แค่นี้...เขาก็เจียนตายแล้ว
อยากจะเหนี่ยวรั้งไว้สุดใจ ถ้าขาดคนๆนี้ไป เขาคงเหมือนตายทั้งเป็น...
“ฉัน...ต้องการนาย” น้ำเสียงแหบพร่าเจือกระเส่าเอื้อนเอ่ออย่างแผ่วเบา มือบางรั้งชายเสื้อของชายหนุ่มไว้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะลุกหนี เว้าวอน...ด้วยใจทั้งใจ
ขอแค่วันนี้เท่านั้น เพียงวันนี้...วันสุดท้าย
“งั้น...ผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ” เสียงทุ้มกล่าวราวกระซิบไม่แพ้กัน เรียวปากหนาประทับลงไปทั่วใบหน้าเนียนละเอียด ไล้แต้มสีกุหลาบในทุกๆที่ที่ลากผ่าน
…ตั้งแต่หน้าผากขากกระจ่าง
...เปลือกตาบางที่ปิดสนิท
...พวงแกมนวลลออ
ย้ำซ้ำลงชิมริมฝีปากแห้งผาก แต่งเติมความชุ่มชื้นกลับคืนให้ด้วยปลายลิ้นร้อนผ่าว สัมผัสความเสียวซ่านไปตามลำคอขาวสะอาด มือซนค่อยๆปลดกระดุมชุดนอนที่ตนพึ่งใส่ให้เมื่อครู่ออกช้าๆ จัดแจงแหวกสาบเสื้อที่ทับกันอยู่ออกเผยให้แผงอกอันบอบบางปรากฏแก่สายตา
ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็น แต่ทุกครั้งที่เห็น ก็ต้องบังคับใจไม่ให้เกินเลย
อยากปกป้อง
อยากดูแล
อยากทะนุถนอม
เพราะคนๆนี้...มีค่ายิ่งกว่าชีวิต...
ซีวอนกดจูบระบายรอยแห่งความรักไปทั่วผิวบริสุทธิ์ ฟันคมขบเม้นเพิ่มความวาบหวามให้แก่ร่างข้างใต้ ลูบไล้มือแกร่งไปตามหน้าท้องแบนราบ แตะปลายนิ้วสัมผัสเรียวขาสวยขึ้นมาถึงจุดอ่อนไหว บดเบียดร่างกายให้แนบชิดจนรู้สึกได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจทั้งสองดวงที่สั่นไหวจนแทบระเบิด
ได้ยิน...ได้ยินเสียงหัวใจของฮันเกิง
เสียงหัวใจที่กำลังเต้นระส่ำเป็นจังหวะเดียวกับเขา
เสียงหัวใจที่เขา...แค่คิดไปเอง
ดวงตาคมกริบทอดมองคนใจร้ายอย่างรักใคร่ พยายามปัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวสมอง น้ำเสียงละมุนพึมพำคำหวานหูที่กลั่นกรองออกมาจาหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งคู่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายผ่านทางอ้อมกอดของกันและกัน อ้อม...กอดที่อบอุ่นที่สุดที่เคยมี
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศภายนอกค่อนข้างจะแจ่มใส แสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องหน้าต่างในบริเวณที่ไม่มีม่านกั้น เข้ามาเพิ่มความสว่างให้แก่ห้องของชายหนุ่มที่กำลังตื่นจากนิทรา วงแขนแข็งแรงตวัดหาร่างอันหอมกรุ่นไปทั่วทั้งเตียง กะจะหอมให้ชื่นใจเสียหน่อย แต่...ไม่มี!!
ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่เบิกโพล่งขึ้นอย่างตกใจ รีบผุดตัวลุกขึ้นในทันที ...พี่คงเกลียดผมแล้วใช่ไหม
ขณะที่กำลังจะละออกจากเตียงเพื่อหาบุคคลที่หายไป สายตาอันอ่อนล้าก็เหลือบไปเห็นวัตถุสีเงินวาววับที่ซ้อนอยู่บนแผ่นกระดาษขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สีขาว มือหนาเอื้อมไปหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาพร้อมเปิดอ่านจดหมายข้างใต้ กวาดตาอ่านมันอย่างช้าๆ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมๆกับหยดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
‘ขอบคุณ...และขอโทษ....ซีวอนที่รัก’
ซีวอนยกจดหมายขึ้นแนบอกด้วยมือที่สั่นระริก จูบเบาๆลงบนแหวนวงสำคัญที่ถูกทิ้งไว้อย่างหวงแหน พึมพำถ้อยคำสั้นๆในกระดาษนั้นจนขึ้นใจ ความรู้สึกปนเปหลากหลายถาโถมเข้ามาจนเขาแทบจะไม่สามารถทนได้ ความรู้สึกที่เด่นชัดที่สุดตอนนี้คือ
...อยากตาย...
อยากจะลาโลกนี้ไปให้พ้นๆ ในเมื่อไม่มีคนที่เขารักสุดหัวใจอยู่ แล้วเขา...จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร
...แต่เขาก็ทำได้เพียงแค่ปาดน้ำตา ที่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดไหลได้อีกเลย...
ไม่ต่างกับอีกคน เสียงสะอื้นไห้ยังคงดังก้องให้ได้ยินอยู่เพียงคนเดียว นึกถึงแต่อดีตอันแสนหวาน และรสสัมผัสสุดแสนจะอ่อนโยนที่พึ่งจะได้รับเมื่อคืน
ขอบคุณ...สำหรับความรักทั้งหมดของนาย
แต่ขอโทษ...ที่ฉันตอบรับมันไม่ได้...อีกแล้ว
“เจ้าเด็กบ้า...ทำไมต้องทำให้ฉันคิดถึงนายขนาดนี้ด้วย”
แค่คิดถึงจนอ่อนเพลีย ...และร้องไห้จนอ่อนล้า
ฮันเกิงยกมือขึ้นเพื่อจะปาดน้ำตาที่เอ่อล้นเต็มใบหน้า แต่ก็เหมือนกับว่าแขนเล็กนั้นมันชาจนยกไม่ไหว พยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ก็วิงเวียนจนล้มกลับลงไปใหม่อีกครั้ง
“เมื่อไหร่ฉันจะตายๆไปสักที” น้ำเสียงแผ่วเบาอดไม่ได้ที่จะตัดพ้ออย่างหมดหวัง ใบหน้าซีดขาวเชิดขึ้นมองทุละกระจกใส ...ไร้ซึ่งจุดหมาย ปิดเปลือกตาเบาๆเพื่อรีดน้ำตาออกไป “ฉันทรมานเพราะโรคบ้าๆนี่ และยังต้องทรมานเพราะรักนายด้วยใช่ไหม...ซีวอน”
ร่างบอบบางร่ำไห้อยู่บนเตียงใหญ่ ไม่เพียงแค่ร่างกายที่รวดร้าว ความเจ็บปวดที่จิตใจก็ร้ายแรงเจียนบอบสลาย
“ถึงเวลาที่ฉันจะต้องชดใช้บาปนั้นแล้วใช่ไหม”
บาป...ที่พรากคนรักไปจากคนอื่น
และบัดนี้...มันกำลังจะคืนสนอง
“พระเจ้าครับ เลิกเล่นตลกกับผมสักที ได้โปรด...เลิกทรมานผม ได้โปรด...มาเอาลมหายใจของผม...ไปพร้อมๆกับความรู้สึกดีๆที่ผมมีต่อเขาเถอะ”
‘ กริ๊ง กริ๊ง~ ’ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำลายความวังเวงที่ถูกก่อตั้งขึ้น มันครวญครางโหยหวนโดยไม่มีทีท่าจะหยุดแม้แต่น้อย ส่งผลให้ร่างที่อยู่บนเตียงจำต้องเอี้ยวตัวไปคว้าหูโทรศัพท์บนหัวเตียงด้วยความยากลำ
าก ความรวดร้าวภายในกายและใจยังคงหนักอึ้ง กดทับความเจ็บปวดให้ค่อยๆกัดกินคนแบกรับมันช้าๆ อย่างทรมาน...ไร้ซึ่งความปรานี
“ ฮัลโหลครับ ” เสียงแห้งผากพูดผ่านลำคอระหงส์ หลับตาพริ้มรอเสียงตอบรับจากฝั่งตรงข้าม
“ สวัสดีค่ะ คุณฮันเกิงใช่ไหมคะ ”
“ ครับ ”
“ ดิฉันโทรมาจากโรงพยาบาลโซลนะคะ จะโทรมาเตือนคุณว่า อย่าลืมที่นัดตรวจกับคุณหมอด้วยค่ะ วันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงนะคะ ”
“ อ่ะ ครับผม ขอบคุณนะครับที่โทรมาเตือน”
โทรศัพท์ถูกวางลงกับแป้นอย่างลวกๆ มือบางยกขึ้นกุมหัว แต่ทันใดนั้นก็ต้องเบือนมาปิดที่ปากทันที ขาเรียวพยายามพาร่างไร้เรี่ยวแรงของตนไปห้องน้ำให้เร็วที่สุด
น้ำเย็นๆถูกกวักขึ้นล้างหน้า ชำระล้างรสขมภายในปากให้ออกไป ฮันเกิงเงยหน้าจ้องมองเงาตัวเองในกระจก...แม้แต่หน้าตาตัวเองตอนนี้ ก็ยังมองเห็นไม่ชัดเลย
- - -
ในขณะที่คนที่คิดถึงกำลังทนทุกข์ทรมานกับค่ำคืนอันเดียวดาย อีกฝ่ายก็กำลังกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงคอไปพร้อมๆกับวอดก้าชั้นดี
น้ำสีใสหยดสุดท้ายหยดลงพื้นพร้อมกับแก้วทรงเก๋ไก๋ที่แตกกระจายไม่เหลือเค้าเดิม ขวดรูปทรงต่างๆมากมายระเนระนาดอยู่เต็มพื้นปาร์เก้
“ โถ่ ! เว้ย!!” เสียงสบถดังก้องไปทั่วเมื่อไม่ได้ดั่งใจ มือหนาควานหาเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋ว แล้วต่อสายไปยังเบอร์ที่ต้องการ
“ มีไรวะ โทรมาซะดึกดื่น ฮ้าว~” โทรมาขัดจังหวะการนอนอันสงบสุขช้าน ~
“ ฮีชอล แกมารับฉันหน่อยดิ” ซีวอนออกคำสั่งเพียงแค่นั้น แล้วตัดสายทิ้งทันที ทำให้คนที่มันกำลังสะลึมสะลืออยู่ยิ่งงงมากขึ้นไปอีก
“ อะไรของมันวะ” เกาหัวแกรกๆด้วยความงงงวย ก่อนจะลุกขึ้นไปทำตามคำสั่งของเพื่อนบังเกิดเกล้า ไม่นานรถสปอร์ตสีแดงคันสวยก็เข้าเทียบหน้าบ้านซีวอน ซึ่งคนที่คอยอยู่ก็ไม่รอช้า เปิดประตูเข้าประจำที่ทันทีโดยไม่รอให้รถหยุดสนิทเสียด้วยซ้ำ
“ อะไรของแกวะเนี่ย คนจะหลับจะนอน เรียกมาซะดึกซะดื่น” ผู้รับหน้าที่เป็นสารถีบ่นอย่างเซ็งๆ ดวงตาเฉี่ยวจับจ้องไปยังทางข้างหน้า เบะปากอย่างโหยหาที่นอนเต็มที่ นี่เขาพึ่งได้นอนไปไม่ถึงสิบนาที ไอบ้านี่ก็โทรมาขัดความสุขอีกแล้ว อ๊ากกกกกก !! ถ้าเหตุผลแกไม่ดีฉันจะฆ่าแก ~ !!
“ เออ ขับๆไปเหอะ พาฉันไปกินเหล้าหน่อย”
ซีวอนฝังตัวลงในเบาะนุ่ม พร้อมกับปิดเปลือกตาลง ซึมซับเอาเสียงเพลงบรรเลงที่เปิดคลอเบาๆเข้าโสตประสาทเพื่อคลายความเครียด
“ เน่! แค่นี้ยังไม่พออีกเรอะ กลิ่นหึ่งอย่างกับควายเน่าแล้วแกน่ะ” แค่กัดยังไม่พอ ยังแกล้งทำท่าทางขยะแขยงเต็มที่ด้วย
“ เออหน่า ช่างฉันเถอะ” ร่างสูงโบกมือไปมาเหมือนไม่ใส่ใจ แถมยังยกหมอนสีแดงแปร๊ดขึ้นมาซุกหน้าลงไป เพื่อบ่งบอกถึงว่าอยากอยู่เงียบๆ แต่มีหรือที่ยัยเจ๊คนนี้จะยอมรามือ
“ ทำตัวอย่างกับหมาถูกเชือด ผมเผ้าแกนี่เคยหวีบ้างมั้ยเนี่ยเหมือนไม่ได้หวีมาเป็นชาติ! แล้วเสื้อนี่ไปคลุกกองขยะแถวไหนมา เดี๋ยวนี้แกมีอาชีพเสริมใหม่เป็นซาเล้งแล้วหรอ!”
“ …”
“ แล้วนี่อะไรอีก ... หน้า! แกไปเอาลิควิดมาล้างหน้าแทนโฟมหรอวะ ถึงได้ซีดเหมือนสมุดเลขเด็กประถมอย่างงี้ โว๊ย!! ดูสิสภาพ! คุณชายซีวอนผู้แสนเพอร์เฟก~ เหอะ! ตอนนี้แกก็เป็นได้แค่ซากสิงโตที่โดนอีแร้งรุมทึ้งเท่านั้นแหละ!!”
“ นี่....แกเป็นแม่ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ซีวอนว่าอย่างเบื่อหน่อย ขยับกายเปลี่ยนท่า ยกมือขึ้นเท้าคางพร้อมทอดสายตาอันเศร้าสร้อยออกไปไกลแสนไกล
“ ใช่ซี~ ฉันไม่ได้น่ารัก เรียบร้อย แสนดี เหมือนไอ้ฮันนี่หว่า เหอะ! หมั่นไส้จริง~ คนมีความรักเนี่ย”
ก็รู้เหมือนกันว่า ซีวอนมันมีแฟนแล้ว แถมยัยคนนั้นยังแสดงความเป็นเจ้าของไอ้โข่งนี่ขนาดหนักอีกด้วย กระแนะกระแหนซะจนน่ารำคาญ ไม่รู้ซีวอนมันตอบตกลงไปได้ยังไง ทั้งๆที่มันก็รักไอ้ฮันของเขามาตลอด งั้นคราวนี้ขอสักทีเหอะ งานนี้เขาขอเชียร์ลูกพี่ลูกน้องเขามากกว่านังงิ้วคนนั้นอีกซักที
“ ฮีชอล...พี่ฮันเค้า...”
ใบหน้าคมเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะสกัดกั้นน้ำตาและความเจ็บปวดที่กำลังจะทะลักล้นอ
กมา เก็บกักทุกๆสิ่งทุกๆอย่างไว้ภายใต้ดวงตาอันหม่นหมอง
น้ำเสียงที่ผิดปกติไปจากเดิมดึงให้คนที่ตั้งท่าจะกัดต่อถึงกลับต้องเหลือบดู ทันทีที่บังคับรถให้จอดในซองว่างของร้านที่หมาย
“ เฮ้ย~ แกเป็นอะไรวะ มีอะไรเกิดขึ้นกับฮัน”
“ …”
คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ บวกกับอาการซดเหล้าอย่างกับดื่มน้ำเปล่า ทำเอาหนุ่มหน้าสวยอดเป็นห่วงไม่ได้ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ให้หยุดก็ไม่หยุด จะลากกลับยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าเกิดเขาทำมีหวังร้านแตกเป็นแน่แท้ ตอนนี้จึงได้แต่มองน้ำสีอำพันที่ค่อยๆถูกกระดกหายไปขวดแล้วขวดเล่า ...ควรจะต้องมอมให้เมาแล้วถามเอาล่ะมั้ง
“ ตกลง แกเป็นอะไรของแกวะ หยุดดื่มได้แล้ว!!” ฮีชอลตะโกนออกมาอย่างเหลืออด กระชากเอาขวดเหล้าชั้นดีที่กำลังจรดอยู่ที่ริมฝีปากออก เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ามึนได้ที่แล้ว
“ ฮีชอล~ นายอย่ามายุ่งกับฉันได้มั้ย! เอาเหล้าคืนมา ฉันจะดื่ม” ซีวอนพยายามเอื้อมเอาขวดสีใสในมือคนที่แย่งไปออกมา แต่ก็โดนดันหน้าไว้ จึงทำได้แต่ฟุบหน้าลงกับท่อนแขนตนเองอย่างหมดแรง
“ นายจะบ้าหรือไงฮะ เหล้านะเว้ยไม่ใช่น้ำเสาวรส อยากตายมากหรือไง!”
ถ้าแม้มันจะคอแข็งแค่ไหน ถ้าดื่มมากแบบนี้มันคงจะต้องตับแข็งตายแน่ ให้มันเลิกก่อนจะต้องไปงานศพมันดีกว่า และต้องถามให้รู้เรื่องว่าวันนี้มันเป็นอะไร!
“ เออ!! ใช่! ฉันอยากตาย ชีวิตฉันตอนนี้มันไม่เหลืออะไรแล้ว แกไม่เข้าใจหรอก...” บุคคลเมามายเงยหน้าขึ้นตะคอกเมื่อความอดทนทั้งหมดหมดลง น้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยพูดมาก่อนตะเบ็งใส่หน้าเพื่อนรัก แต่คนฟังจับได้ถึงความสั่นของมัน แววตาตัดพ้อนั่งทอดมองคนตรงหน้าคล้ายจะส่งผ่านไปให้อีกคนได้รับรู้ หยดน้ำตาของลูกผู้ชายหลั่งรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ ฉันมันไม่ดีใช่ไหม ฉันมันเลวนักหรือไง ทำไมพี่ฮันถึงบอกว่าเขาไม่ได้รักฉัน พี่ฮันเขาบอกว่าเขาไม่ได้รักฉัน!!!”
เพล้ง!!!!!!!
แก้วที่พึ่งหยิบมาเมื่อครู่ถูกบีบให้แตกคามือ เศษแก้วกระจกแหลมคมทิ่มแทงทะลุเนื้อหนา หยดเลือดแดงฉานชุ่มชโลมไปทั่วมือ อาบความเจ็บให้แล่นแปร๊บไปทั้งแขน แต่กระนั้นกลับไม่อาจเจ็บไปกว่าความรวดร้าวในจิตใจของเขาได้เลย
“ เฮ้ย!! ไอบ้า! แกทำไรของแกวะ!” ร่างเล็กใจไม่ดีเมื่อเห็นของเหลวสีแดงที่ทำท่าเหมือนจะไหลไม่หยุด
“ ฮีชอล...นายเข้าใจมั้ย พี่ฮันเขาไม่รักฉัน! นายเข้าใจมั้ย!!” ซีวอนลุกขึ้นจับไหล่บางเขย่าอย่างแรง
ทำไม
ทำไม...
ทำไม!!
“ เฮ้ยหยุด! หยุดเว้ย!!”
...TBC...
edit @ 19 May 2008 13:31:22 by -nO+n@mE*